วันนี้ วันพระขึ้น15ค่ำเดือน6ปีขาล—-วันวิสาขบูชา—

วันนี้ วันพระขึ้น15ค่ำเดือน6ปีขาล

—-วันวิสาขบูชา—

ในดิถีวิสาขบูชา อันเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระปัจฉิม​วาจาก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า

” วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ “
“สังขารมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา
ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”

ชีวิตนี้สั้นนัก
” ความไม่ประมาท “

ณ ขณะปัจจุบัน จึงเป็นบทสรุปแห่งพระบรมพุทธโอวาทที่สั้นที่สุด แต่มีความสำคัญสูงสุด

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

เจริญสติทุกอริยบท..ดูจิต..ที่เกิดดับทั้งกุศลและอกุศล

เจริญสติทุกอริยบท..ดูจิต..ที่เกิดดับทั้งกุศลและอกุศล
กายชุ่มไปด้วยทุกข์จากโรคภัยที่รุมเร้า
ใช้วิปัสสนาแบบลืมตาในชีวิตประจำวัน
ชอบ..หรือพอใจ..หรือไม่พอใจ..ต้องพิจารณา
กินอาหารที่พอใจตอนเช้า.เช่นขนมหรือของโปรดที่ถูกปาก
ผลของอาหารเกิดทุกข์เวทนาปวดเคืองลูกนัยน์ตาตอนบ่าย

อาหารเก่าอาหารใหม่ที่หล่อเลี้ยงกาย
แสดงทุกข์ให้เห็นในหลายสิ่งหลายอย่างจากความพอใจ
ยกทุกข์ขึ้นมาเป็นธรรม..ดับทุกข์ด้วยการระวังในการกิน
เกิดมาแล้วก็ควรอยู่กับกายด้วยความเมตตา
อยู่กับกฏไตรลักษณ์ด้วยสติ
ชีวิตนี้อาหารสำคัญมาก ทรัพย์สินเงินทองหามาก็เพื่ออาหาร
มีมากก็กินอิ่ม..มีน้อยก็กินแค่พอ

วิปัสสนาแบบลืมตาในแต่ละวัน
คำว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนสำคัญยิ่งนัก

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

ช้างปัจจัยนาค

ช้างปัจจัยนาคถือเป็นช้างที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อ
ของชาวเมืองกลิงคราษฎร์เช่นเดียวกับชาวเมืองสีพี
คือเมื่อเมืองกลิงคราษฎร์เกิดวิบัติข้าวยากหมากแพง
ฝนแล้ง ชาวเมืองยากแค้นไปทั่ว

เจ้าเมืองกลิงคราษฎร์ก็ได้ให้พราหมณ์๘ คน มาขอพระราชทานช้างปัจจัยนาค โดยที่เชื่อว่าไม่ว่าจะขับขี่ไปยังพื้นที่แห่งใดก็จะบันดาลให้ฝนตกลงมาทำให้พื้นที่นั้นอุดมสมบูรณ์ ข้าวปลาบริบูรณ์ทันที อีกประการหนึ่งช้างปัจจัยนาคเป็นช้างที่มีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของจะเห็นได้จากตอนที่กลับมาพบพระเวสสันดรได้แสดงความดีอกดีใจ

--ช้างปัจจัยนาค--

กลับชาติมาเกิดเป็นพระมหากัสสปเถระ
เป็นประธานในการปฐมสังคายนาหลังพระพุทธองค์ปรินิพพาน

พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่าเป็นเอตคัคคะ
เป็นผู้เลิศในทางธุดงค์เป็นต้นแบบของพระป่า มีอายุยืนถึง ๑๒๐ ปี นิพพานแล้วท่านยังอธิฐานจิตให้สรีระของท่านยังคงสภาพเดิม

จนกว่าจะถึงศาสนาพระศรีอารย์

บวชได้สามวัน นั่งเห็นตัวเองอยู่ในขบวนแห่พระเวสสันดร
พระอาจารย์จรัน อนังคโณ จัดเทศน์มหาชาติวันที่5พฤษภาคม65

ปริศนาธรรมอัศจรรย์จริงหนอ

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

…ทาน ศีล ภาวนา เป็นรากเหง้าของความเป็นมนุษย์..

…ทาน ศีล ภาวนา เป็นรากเหง้าของความเป็นมนุษย์..
“ทาน” เป็นเครื่องแสดงน้ำใจ เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ
“ศีล” เป็นเครื่องปัดเป่าความคิดของผู้มีกิเลส
“ภาวนา” อบรมใจให้รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจธรรม

พระพุทธองค์ตรัสว่า
“ความลังเลสงสัยทั้งปวงก็ตามความเคลือบแคลงทั้งหลายก็ตาม “ความไม่ถูกต้องทั้งหลายก็ตามนั้น มันจะเหือดแห้งไปในเมื่อเราปฏิบัติจนรู้เห็นเอง”

น้อมกราบอนุโมทนาธรรมทุกย่างก้าว

ของฟรีไม่มีในโลก
อยากให้หมดไป..ต้องลงมือทำ..

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

วันนี้ วันพระแรม8ค่ำเดือน5ปีขาล

วันนี้ วันพระแรม8ค่ำเดือน5ปีขาล
น้ำหยดที่ละหยด..ยังหินผาให้แตกได้
ผลบุญวันละเล็กวันละน้อย..ย่อมทำลายความตระหนี่ได้

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

ขอความสวัสดี ความโชคดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายทุกเมื่อเทอญ

น้อมกราบอาราธนามงคลจักรวาลอันประเสริฐ
จงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายในวันสงกรานต์เป็นต้นไป
(น้อมอ่านออกเสียง)
สัพพะพุทธานุภาเวนะ -ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง
สัพพะธัมมานุภาเวนะ -ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง
สัพพะสังฆานุภาเวนะ -ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง
พุทธะระตะนัง ธัมมะระตะนัง สังฆะระตะนัง ติณณัง ระตะนานัง อานุภาเวนะ
-ด้วยอานุภาพแห่งระตะนะสาม คือ พุทธรตนะ ธรรมรตนะ
สังฆรตนะ จะตุรสีติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมขันธ์แปดหมื่นสี่พัน
ปิฏะกัตตะยานุภาเวนะ -ด้วยอานุภาพแห่งพระไตรปิฎก
ชินะสาวะกานุภาเวนะ -ด้วยอานุภาพแห่งพระสาวกของพระชินเจ้า
สัพเพ เต โรคา – สรรพโรคทั้งหลายของท่าน
สัพเพ เต ภะยา -สรรพภัยทั้งหลายของท่าน
สัพเพ เต อันตะรายา -สรรพอันตรายทั้งหลายของท่าน
สัพเพ เต อุปัททะวา -สรรพอุปัทวะทั้งหลายของท่าน
สัพเพ เต ทุนนิมิตตา -สรรพนิมิตร้ายทั้งหลายของท่าน
สัพเพ เต อะวะมังคะลา -สรรพอวมงคลทั้งหลายของท่าน
วินัสสันตุ -จงพินาศไป

อายุวัฑฒะโก -ความเจริญอายุ
ธะนะวัฑฒะโก -ความเจริญทรัพย์
สิริวัฑฒะโก -ความเจริญศิริ
ยะสะวัฑฒะโก -ความเจริญยศ
พะละ วัฑฒะโก -ความเจริญกำลัง
วัณณะวัฑฒะโก -ความเจริฐวรรณะ
สุขะวัฑฒะโก -ความเจริญสุข
โหตุ สัพพะทา -จงมี ( แก่ท่าน) ในกาลทั้งปวง

ทุกขะโรคะภะยา เวรา -ทุกข์โรคภัย แลเวรทั้งหลาย
โสกา สัตตุจุปัททะวา -ความโศกศัตรูแลอุปัทวะทั้งหลาย
อะเนกา อันตะรายาปิ -ทั้งอันตรายทั้งหลายเป็นอเนก
วินัสสันตุ จะ เตชะสา -จงพินาศไปด้วยเดช
ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง -ความชำนะความสำเร็จทรัพย์ลาภ
โสตถิ ภาคยังสุขัง พะลัง -ความสวัสดี ความมีโชค ความสุข กำลัง
สิริ อายุ จะวัณโณ จะ -ศิริอายุและวรรณะ
โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา -โภคะความเจริญแลความเป็นผู้มียศ
สะตะวัสสา จะ อายู จะ -แลอายุยืนร้อยปี
ชีวะสิทธีภะวันตุ เต -แลความสำเร็จกิจในความเป็นอยู่จงมีแก่ท่าน
………………………………………………..
ขอความสวัสดี ความโชคดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายทุกเมื่อเทอญ

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

ให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง

ให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง

พระพุทธศาสนาให้อะไรมากกว่าที่คิด
เจริญสมถะกัมมัฏฐานสม่ำเสมอ
จนจิตแนบแน่นเป็นหนึ่ง สามารถมีฤทธิ์
ตาทิพย์ หูทิพย์ วาจาเป็นทิพย์ มีฤทธิ์ที่ใจ

วันหนึ่งนั่งสมาธิเห็นเปรตมาหยุดอยู่ตรงหน้าจึงแผ่เมตตาให้มีส่วนในบุญ
บุญที่ให้ไปเป็นของเหลวเหนียวข้น
ติดที่มือเปรต อยู่ๆวิญญานหมาเป็น
สิบๆตัววิ่งเข้าแย่งของเหลวในมือเปรต

ถอนสมาธิลืมตาพิจารณาสิ่งที่เห็น
ในโลกหลังความตายทั้งคนทั้งสัตว์ยัง
ลอยไปลอยมาแสวงหาอาหารเพื่อดับความกระหายหิว

เปรตแสดงธรรมให้เห็นทุกข์เวทนาต่างๆนาๆ จึงทำให้ได้คิดว่าขณะที่เรามีชีวิต
ชื่อว่าความชั่วไม่ทำดีกว่า เพราะชีวิตหลังความตายมันหนาวเหน็บหิวโหยทรมาน

ในขณะที่มีชีวิตไม่เคยสะสมบุญทาน
ไม่เคยสละแบ่งปัน ไม่เคยแม้แต่จะหา
ผ้านุ่งผ้าห่มให้แก่บิดามารดา
พูดจาเพ้อเจ้อจาบจ้วงผู้ให้ชีวิต
จาบจ้วงพระรัตนตรัย อันนี้รับบุญไม่ได้เลย

มีพิธีทางพระพุทธศาสนาทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ
ตามประเพณีของแต่ละชุมชุน

ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ร่วมทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับคืองานบุญเดือนสิบ เรียกงานนี้ว่าบุญชิงเปรต อาหารขอเปรตถูกวางเป็น
กองสูง พระสงฆ์ทำพิธีบังสกุลอุทิศให้ผู้ล่วงลับ เผาชื่อเผานามสกุล

ประชาชนเป็นพันคนรุมแย่งอาหารที่วางเป็นกองสูง
ไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว
คนที่แย่งอาหารเป็นสื่อให้เปรต
เมื่อไรที่คนแย่งอาหารกินอาหารเหล่านั้น
เปรตถึงจะได้กิน หากคนแย่งเอาไปทิ้ง
เปรตก็จะเอาปากเล็กๆไปเจาะกินทีละนิดๆ

หากชีวิตนี้ไม่ได้เข้ามาอาศัยในร่มเงาของพระพุทธศาสนา
ตายไปก็คงเป็นเปรตเหมือนกัน

การใช้ชีวิตให้มีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นเป็นเรื่องยาก
เมื่อเห็นโลกหลังความตายของหลายคนที่เคยรู้จัก
ทำให้รู้ว่าเราควรใช้เวลาทั้งหมดที่มีสร้างกุศลความดีให้มาก
ทุกคนในโลกนี้เป็นเสมือนกระจกส่องให้เห็นสิ่งใดควรทำ
สิ่งใดไม่ควรทำ

เมื่อถึงจุดหนึ่งมีฤทธิ์ก็ดี ไม่มีฤทธิ์ก็ได้
เพราะฤทธิ์อาจทำให้เราเป็นเปรตได้ง่ายกว่าคนอื่น
ความดีทำมากๆก็ว่าดีกว่าเขา
ขณะทำดีทำไม่ดีหรือเปล่าถามใจตนเองทุกเวลา

ที่มาของการสร้างบุญกุศลทุกวัน
สร้างกุศลความดีให้เหมือนลมหายใจ

บทความนี้ขออุทิศให้แก่ญาติของผู้ร่วมบุญทุกบาททุกสตางค์ กุศลความดีใดที่ข้าพเจ้าสะสมสร้างไว้ในพระพุทธศาสนา

ขอท่านทั้งหลายจงมีส่วนในบุญกุศลของข้าพเจ้าด้วยเถิด

ข้าพเจ้าเป็นผู้แทนเจ้าภาพและเป็นเจ้าภาพถวายผ้าไตร
จำนวนมหาศาล
ขออานุภาพแห่งพระรัตนตรัยจงส่งผลให้
ท่านทั้งหลายหมดสิ้นจากความหนาวเย็น

ข้าพเจ้าเป็นผู้แทนเจ้าภาพและเป็นเจ้าภาพถวายมหาสังฆทานภัตตาหารแก่พระสงฆ์หมู่ใหญ่ในทิศทั้งสี่จำนวนมหาศาล
ขออานุภาพแห่งสังฆานุภาพจงส่งผลให้ท่านทั้งหลาย
จงสิ้นสุดจากความหิวโหย

ขออาราธนาธัมมานุภาพจงส่งผลดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายถึงความสุขอันเกษมพ้นทุกข์ด้วยธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเทอญ

เกิดเป็นมนุษย์เท่านั้นถึงสร้างบุญได้

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

เรื่องของการ “ทำบุญกรวดน้ำอุทิศ”

พระราชาองค์หนึ่งมีพระราชโอรส ๔ พระองค์ พระราชามีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและลูกชายก็เลื่อมใสด้วย เวลาที่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระพุทธสาวกมาพักในพระราชนิเวศน์เขตพระราชฐาน

พระราชโอรสทั้ง ๔ พระองค์ก็เลี้ยงดูพระด้วยความเลื่อมใส แต่งานเลี้ยงพระเป็นงานใหญ่เพราะพระที่ติดตามพระพุทธเจ้ามีจำนวนมาก การเลี้ยงพระจึงเป็นงานหนัก

พระราชโอรสทั้ง ๔ พระองค์จึงได้มอบงานเลี้ยงพระให้แก่นายเสมียนคือเป็นเลขานุการเป็นผู้แทนจัดงานเลี้ยง จัดเงินในพระคลังออกมาจับจ่ายใช้สอยเลี้ยงพระเลี้ยงคนของพระ

ต่อมานายเสมียนเห็นว่าถ้าได้ญาติของเรามาช่วยในการนี้จะดีมาก ความจริงนายเสมียนนั้นเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ไม่คิดคดโกง แต่บรรดาญาติทั้งหลายในตอนต้นก็ช่วยงานด้วยดี ด้วยความซื่อสัตย์บริสุทธิ์

พอนานๆ เข้าก็คิดว่าเรื่องบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ที่พระพุทธเจ้าเทศน์ไม่มีความหมาย นรกสวรรค์อยู่ที่ไหนมองไม่เห็น คนตายแล้วก็แล้วกันไป แต่เวลาที่มีชีวิตอยู่นี้ให้มีความสบายก็แล้วกัน ตัวมิจฉาทิฏฐิมันเกิด ก็เริ่มจัดการตามระเบียบเงินที่ให้มาเลี้ยงพระก็กันเข้ากระเป๋าเสียบ้าง ของซื้อมา ๕ชิ้นก็แจ้งว่าซื้อมา ๑๐ชิ้น ของราคา ๑ บาทก็มาแจ้งว่าราคา ๒ บาท

เวลาทำของให้พระ ของดีรสอร่อยก็กินเสียก่อนบ้าง ให้ลูกหลานกินก่อนบ้าง กีดกันเอาของพระไปไว้บ้านบ้าง ทำมาแบบนี้เป็นปกติ เป็นอันรู้กันว่าทุจริต คดโกงของสงฆ์

เมื่อบุคคลทั้งหลายเหล่านี้ตาย นายเสมียนไปเกิดเป็นเทวดา บรรดาญาติทั้งหลายเหล่านั้นไปสู่อเวจีมหานรกสิ้นระยะเวลากัปหนึ่ง เมื่อพ้นจากอเวจีมหานรกแล้วผ่านนรกบริวาร ๔ ขุม และก็มายมโลกียนรกอีก ๑๐ ขุม นรกมีกี่ขุมลงหมด พ้นจากนรก ๑๐ ขุมแล้วก็มาเป็นเปรตอีก ๑๒ จำพวก เปรต ๑๑ จำพวกไม่มีโอกาสจะโมทนาส่วนกุศล 

พอมาถึงเปรตระดับที่ ๑๒ คือ ปรทัตตูชีวีเปรต พวกนี้มีกรรมไม่มาก ไม่มีหนอนกิน ไม่มีไฟไหม้ ไม่มีหอกเสียบแทง แต่ทว่าต้องเดินหิวหาอะไรกินไม่ได้ รออย่างเดียว คือใครเขาจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บ้าง

ถ้าได้รับการโมทนาก็มีความสบาย ถ้าที่ไหนทำบุญแล้วไม่ได้บุญเปรตพวกนี้ก็ไม่ไปล้อมอยู่ ถ้าใครทำบุญแล้วเป็นบุญเปรตพวกนี้จะไปยืนล้อมอยู่สะพรั่งรอบๆ บริเวณนั้น คอยโอกาสที่ได้รับโมทนา

ปรทัตตูชีวิเปรตที่เป็นญาติของพระเจ้าพิมพิสารนั้นท่องเที่ยวมานานหลายกัป ได้เข้าไปหาพระพุทธเจ้ากราบทูลว่า

”ข้าพระพุทธเจ้าอดข้าวอดนํ้ามานานเหลือเกินแล้ว เวลานี้เห็นข้าวของกองไว้ พอจะกินเข้าไปมันก็เป็นแกลบแล้วมีไฟลุก เห็นนํ้าอยากนํ้าพอวิ่งเข้าไปจะกินนํ้า นํ้าก็แห้งกลายเป็นแกลบและเป็นไฟลุกกินไม่ได้ เมื่อไรข้าพระพุทธเจ้าจะมีข้าวมีนํ้ากินกับเขาสักที”

ความจริงบุญของพระพุทธเจ้าก็เหลือหลาย ถ้าจะช่วยก็เหลือที่จะช่วยได้ แต่ว่าอำนาจของกรรมบังคับ เปรตพวกนี้จึงยังไม่มีโอกาสจะได้โมทนาส่วนกุศล

พระองค์ก็ต้องทรงอุเบกขาและทรงทราบด้วยอำนาจพระพุทธญาณว่าอีก ๙๑ กัป จะมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมีพระนามว่า

“สมเด็จพระสมณโคดม” ทรงอุบัติขึ้นในโลก และญาติของเปรตทั้งหลายเหล่านี้ที่เป็นนายเสมียนกำลังเป็นเทวดาอยู่ จะกลับลงมาเกิดเป็นพระราชามีพระนามว่า “พระเจ้าพิมพิสาร” ในประเทศมคธ จะเป็นผู้อุปถัมภ์ของพระพุทธเจ้าและเป็นพระสหายกันมาก่อน

เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลให้กับเปรตทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อโมทนาแล้วก็จะพ้นจากความเป็นเปรตไปเกิดเป็นเทวดา เมื่อเปรตทั้งหลายทราบจากองค์สมเด็จพระประทีปแก้วว่าอีก ๙๑ กัปจะได้กินข้าวกินนํ้ามีความสุขก็ดีใจ มีความรู้สึกคล้ายๆ กับว่าเวลา ๙๑ กัปเป็นวันพรุ่งนี้

ต่อมาเมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระนามว่า “สมเด็จพระสมณโคดม” ทรงอุบัติขึ้นในโลก และ พระเจ้าพิมพิสาร มีความเลื่อมใสนิมนต์พระพุทธเจ้ามาประทับที่พระเวฬุวันมหาวิหาร สร้างวัดถวายเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา และก็เลี้ยงดูพระตลอดเวลาแต่ไม่เคยอุทิศส่วนกุศลไม่เคยกรวดนํ้า

บรรดาเปรตทั้งหลายเหล่านี้ไปยืนคอยในบริเวณเขตพระราชฐานของพระเจ้าพิมพิสารทุกวัน ไม่เห็นให้สักที หนักเข้าๆ ทนไม่ไหวก็เลยส่งเสียงร้องให้ปรากฏในคืนหนึ่งที่พระเจ้าพิมพิสารจะเข้านอนในห้องบรรทม พระเจ้าพิมพิสารก็แปลกใจ ในตอนเช้าท่านไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่เช้าไปกราบทูลให้ทรงทราบองค์สมเด็จพระจอมไตรก็ตรัสว่า “เสียงนั้นเป็นเสียงเปรตญาติของพระองค์”และทรงเล่าเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตให้ฟังโดยละเอียด พระเจ้าพิมพิสารก็มีความสงสาร จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลายประมาณ ๕๐๐ รูป ที่อยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร เข้าไปฉันในพระราชนิเวศน์ พอพระฉันเสร็จพระเจ้าพิมพิสารก็กรวดนํ้าตามพิธีของพราหมณ์ จะให้อะไรใครต้องเอานํ้าราดลงไปแสดงถึงการให้แต่ตามแบบฉบับของพระพุทธศาสนา
การกรวดนํ้าท่านเรียกอุทิศ “อุทิศ” แปลว่า “เจาะจงเฉพาะ” คือบุญนี้เรามีเจตนาส่งไปให้เจาะจงคนนั้น คนนี้ ไม่ต้องใช้นํ้าก็ได้บรรดาเปรตทั้งหลายเมื่อได้รับโมทนาแล้ว อัตภาพแห่งความเป็นเปรตซีดเซียวก็หมดไป มีอาการผ่องใส มีความอิ่มเอิบ มีความสุขความสบาย มีร่างกายสวยเหมือนเทวดาแต่ทว่าเปรตทั้งหลายเหล่านี้ในชาติก่อนไม่เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนา เมื่อได้รับโมทนาแล้วร่างกายเป็นเทวดาแต่ไม่มีผ้านุ่ง ไม่มีเสื้อใส่ ก็มีความลำบากใจ ตอนกลางคืนก็เข้าไปหาพระเจ้าพิมพิสาร คราวนี้ไม่ร้องแต่ไปยืนให้ให้เห็นร่างกายสวยสดงดงามแต่ไม่มีอะไรปิดกายเลยพอตอนเช้าพระเจ้าพิมพิสารก็ไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า”ไม่ใช่ใครเป็นเปรตพวกเดิม ได้รับโมทนาแล้วมีความสุขมีกายเป็นเทวดา แต่ขาดเสื้อผ้าเครื่องประดับเพราะว่าชาติก่อนไม่เคยบำเพ็ญกุศลเรื่องผ้าผ่อนท่อนสไบไว้ในพระพุทธศาสนา”และทรงให้พระเจ้าพิมพิสารถวายผ้าแก่พระสงฆ์ ท่านจึงถวายผ้าหมดทั้งวัด ถวายอาหารใหม่ แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ บรรดาเทวดาที่มาจากเปรตทั้งหลายเมื่อได้รับโมทนาก็มีเครื่องประดับอันเป็นทิพย์ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาบรรดาเปรตทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่มารบกวนพระเจ้าพิมพิสารอีกเลย


ทำบุญแล้วกรวดน้ำอุทิศให้ผู้ล่วงลับกันนะคะ
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

–น้อมกราบถวายความอาลัย–

–น้อมกราบถวายความอาลัย–
วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๕ เวลา ๑๔.๒๒ น.
เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต ป.ธ.๙)
กรรมการมหาเถรสมาคม
เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร
ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต
ประธานคณะสนองงานสมเด็จพระสังฆราช
ได้ถึงแก่การมรณภาพ
สิริอายุ ๘๕ ปี ๖๕ พรรษา

เกล้า แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

วันศุกร์ที่11มีนาคม 2565 ธุดงค์วัตร

วันศุกร์ที่11มีนาคม 2565
ธุดงค์วัตร
–หมายถึงกิจวัตรของการธุดงค์ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต–
วันนี้คณะสงฆ์ออกเดินธุดงค์

เริ่มต้นที่อุทยานธรรมดงยางสู่ภาคตะวันออก

ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิต
ถวายภัตตาหารน้ำฉันท์น้ำปานะตลอดเส้นทางธุดงค์
น้อมถวายเป็นพุทธบูชาแด่คุณพระศรีรัตนตรัย
เพื่อประโยชน์เพื่อมรรคผลนิพพานแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ