..เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า.. ..วันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น.. ..จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด.,

..เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า..
..วันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น..
..จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด.,

รักษาศีลให้ทานเจริญภาวนาในชีวิตประจำวัน
เจริญสติทั้งลืมตาและหลับตา

ตามหาความมั่นคงมาทั้งชีวิต
น่าเสียดาย ความมั่นคงในโลกนี้ไม่มีจริง

ทำปัจจุบันในสิ่งที่มีให้ดีที่สุด
หยุดตามหาสิ่งที่ไม่มี

ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย …

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อันร่างกายนี้สะสมแต่ของสกปรกโสโครก 
มีสิ่งปฏิกูลไหลออกจากทวารทั้งเก้า
มีช่องหูช่องจมูก เป็นต้น 
เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เล็กสัตว์น้อย 
เป็นป่าช้าแห่งซากสัตว์นานาชนิด 
เป็นรังแห่งโรคเป็นที่เก็บโรค 
อุปมาเหมือนถุงหนัง
ซึ่งบรรจุเอาสิ่งโสโครกต่างๆ
เข้าไว้แล้วซึมออกมาเสมอๆ
เจ้าของกายจึงต้องชำระล้าง 
ขัดถูวันละหลายๆครั้ง 
เมื่อเว้นจากการชำระล้าง
แม้เพียงวันเดียวหรือสองวัน
กลิ่นเหม็นก็ปรากฏเป็นที่น่ารังเกียจ 
เป็นของน่าขยะแขยง ”

“ ดูกรอานนท์ บิณฑบาตทานที่มีอานิสงส์มาก
 มีผลไพศาล คือ เมื่อนางสุชาดาถวายเราก่อนตรัสรู้ครั้งหนึ่ง
อีกครั้งหนึ่งที่จุนทะถวายนี้ 
ครั้งแรกเสวยอาหารของสุชาดาแล้ว
ตถาคตก็ถึงซึ่งกิเลสนิพพาน
ครั้งหลังนี้เสวยอาหารของจุนทะบุตรนายช่างทอง 
แล้วเราก็นิพพานด้วยขันธ-นิพพาน 
คือ ดับขันธ์อันเป็นวิบากที่ยังเหลืออยู่ 
ถ้าใครๆจะพึงตำหนิจุนทะ 
เธอพึงกล่าวให้เขาเข้าใจตามนี้
ถ้าจุนทะพึงจะเดือดร้อนใจ 
เธอพึงกล่าวปลอบให้เขาหายกังวลใจเสีย
อาหารของจุนทะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายสำหรับเรา ”

“ อานนท์เอ๋ย พึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าธรรมวินัยอันใดที่เราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้วขอให้ธรรมวินัยอันนั้นจงเป็นศาสดาของพวกเธอแทนเราต่อไป ”

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแห่งเราแล้ว เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายให้จำมั่นไว้ว่าสิ่งทั้งปวงมีเสื่อมและสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด ”

ย่างเข้าปัจฉิมยาม ณ ใต้ต้นสาละคู่แห่งกุสินารานครมีพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงปรินิพพานอยู่ในที่นั้นและพรั่งพร้อมด้วยพุทธบริษัทเนืองแน่นเป็นปริมณฑล
ทอดไกลสุดสายตา พระธรรมที่พระองค์ทรงพร่ำสอนมาตลอดพระชนมชีพว่าสัตว์ทั้งหลายมีความตายเป็นที่สุดนั้น 

เป็นสัจธรรมที่ไม่ยกเว้นแม้แต่พระองค์เอง
…………………………………………………….
พระพุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

วันศุกร์ที่5กุมภาพันธ์ 2564

วันศุกร์ที่5กุมภาพันธ์ 2564
ถวายมหาสังฆทานภัตตาหารแก่
พระสงฆ์หมู่ใหญ่ในทิศทั้งสี่
ปฎิบัติธรรมเจริญกรรมฐาน
ณ.อุทยานธรรมดงยาง ต.คลีกลิ้ง
อ.ศิลาลาด จ.ศรีสะเกษ

ถวายมหาสังฆทานภัตตาหารแก่พระสงฆ์หมู่ใหญ่ในทิศทั้งสี่ 
โครงการท่องจำพระปาฎิโมกข์
เจริญสติศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย
สวดท่องจำพระปาฎิโมกข์
ณ.วัดป่านาแก ต.นาแก อ.คำเขื่อนแก้ว
จ.ยโสธร 

ข้าพเจ้าขอน้อมถวาย เป็นพุทธบูชาแด่คุณพระศรีรัตนตรัย 
เพื่อความเจริญรุ่งเรืองในพระศาสนาสืบต่อไป
———————-
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ
พระธรรมวินัยที่ท่านเจริญสติเจริญปัญญา
จนเกิดความเชี่ยวชาญแตกฉานแล้วใน
พระธรรมวินัยและทุกพยัญชนะตัวอักษรทุกเสียง 
ขอให้ข้าพเจ้ามีส่วนในบุญของท่านด้วยเถิดพระคุณเจ้า

น้อมกราบอนุโมทนาทุกความเพียร

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ
…………………………………..

“พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน
(บางส่วน)
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อลืมตาขึ้นดูโลกเป็นครั้งแรกเราก็ร้องไห้
พร้อมกำมือไว้แน่นเป็นสัญลักษณ์ว่า
เกิดมาเพื่อจะหน่วงเหนี่ยวยึดถือ 
แต่เมื่อจะหลับตาลาโลกนั้น
ทุกคนแบมือออกเหมือนจะเตือน
ให้ผู้อยู่เบื้องหลังสำนึก
และเป็นพยานว่าเขามิได้เอาอะไรไปด้วยเลย ”

“ เมื่อหัวใจยึดไว้ด้วยความรัก 
หัวใจนั้นจะสร้างความหวังขึ้นอย่างเจิดจ้า 
แต่ทุกครั้งที่เราหวังความผิดหวังก็จะรอเราอยู่ ”

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมดาว่าไม้จันทน์แม้จะแห้งก็ไม่ทิ้งกลิ่น 
อัศวินก้าวลงสู่สนามก็ไม่ทิ้งลีลา
อ้อยแม้เข้าสู่เครื่องยนต์แล้วก็ไม่ทิ้งรสหวาน 
บัณฑิตแม้ประสบความทุกข์ก็ไม่ทิ้งธรรม ”

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ความตระหนี่ลาภเป็นความโง่เขลา 
เหมือนชาวนาที่ตระหนี่ไม่ยอมหว่านพันธุ์ข้าว
ลงในนาข้าวเปลือกที่หว่านลงแล้วหนึ่งเมล็ด
ย่อมให้ผลหนึ่งรวงฉันใด 
ทานที่บุคคลทำแล้วก็ฉันนั้น
ย่อมมีผลมากผลไพศาล 
คนดีมีทรัพย์แล้วย่อมบำรุงมารดา 
บิดา บุตร ภรรยา บ่าวไพร่ให้เป็นสุข
บำรุงสมณะพรหมจรรย์ให้เป็นสุข 
เปรียบเสมือนสระโบกขรณี
อันอยู่ไม่ไกลจากบ้านหรือนิคม 
มีท่าลงเรียบร้อยสะอาดเยือกเย็น 
น่ารื่นรมย์ มหาชนย่อมได้อาศัย 
นำไปอาบดื่มและใช้สอยตามต้องการ
โภคทรัพย์ของคนดีย่อมเป็นดังนี้ 
หาอยู่โดยเปล่าประโยชน์ไม่ ”

“ การเสียสละนั้น 
คือการได้มาซึ่งผลอันเลิศในบั้นปลาย 
ผู้ไม่ยอมเสียสละอะไรย่อมไม่ได้อะไร 
จงดูเถิดมนุษย์ทั้งหลายรดน้ำต้นไม้ที่โคน
แต่ต้นไม้นั้นย่อมให้ผลที่ปลาย ”

“ บุคคลไม่ควรประมาทว่าบุญหรือบาป
เพียงเล็กน้อยจะไม่ให้ผล
หยาดน้ำที่ไหลลงทีละหยด
ยังทำให้แม่น้ำเต็มได้ฉันใด 
การสั่งสมบุญหรือบาปเพียงเล็กน้อยก็ฉันนั้น
ผู้สั่งสมบุญย่อมเปี่ยมล้นไปด้วยบุญ 
ผู้สั่งสมบาปย่อมเพียบแปล้ไปด้วยบาป ”

กราบคุณของพระธรรมด้วยเศียรเกล้า
ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

ความโกรธความเกลียดไม่เคยให้คุณกับใครเลย

หลวงพ่อว่า
” ที่วัดมีแต่พระกับแม่ชี
ไอ้ตำรวจมึงมาขับรถให้แม่ชีใหญ่ไปจ่ายตลาดก็แล้วกัน”
ตำรวจรับปากหลวงพ่อว่า “ครับ”

แม่ชีใหญ่ซื้อของเสร็จ 
เปิดประตูรถนั่งเชิดหน้าหันออกหน้าต่าง

มีเสียงถามมาว่า
“จะไปไหนครับแม่ชี”
ความโกรธพุ่งปรี้ดติดเพดาน
คิดว่าตำรวจคนนี้จะเอาอย่างไง

หันไปมองด้วยความโกรธ
คุณพระช่วย!!!!!!!!! 
แม่ชีใหญ่ขึ้นรถผิด..

ตำรวจยืนโบกมือเรียก
รถวิ่งออกจากตลาดเกือบจะถึงวัด
เสียงตำรวจพูดว่า
“วันนี้ไม่ได้ซื้อของหรือครับ”
ใจมันโกรธเสียงก็ไม่อยากได้ยิน
สะกดอารมณ์ หันไปมองท้ายรถ

ไม่มีของที่ซื้อจากตลาดเลยสักถุง
ใจหายวาบบบ
โยนของไว้รถคันไหน!!!

ต้องวกลงไปซื้อของอีกรอบ
กับตำรวจคนนี้
ตำรวจที่เห็นเราขึ้นรถผิด
ตำรวจที่รู้ว่าโยนของขึ้นรถคันอื่น

ได้ยินเสียงตำรวจถอนหายใจ 

จะถอนใจทำไม จะถอนใจทำไม
กูเกลียดเมิง กูเกลียดเมิง
……………………………………………………
แม่ชีใหญ่หลับตา
เห็นนรกเห็นสวรรค์..แต่จำรถที่นั่งมาไม่ได้5555
จากวันนั้นถึงวันนี้20กว่าปี

ความโกรธความเกลียดไม่เคยให้คุณกับใครเลย

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

หลวงพ่อครับ

ตำรวจ “หลวงพ่อครับ”

“ว่าไงวะ”
“ผมว่าแม่ชีขับรถไปตลาดไม่เหมาะสมนะครับ”
“มึงว่าไงนะ”
“ผมว่าแม่ชีขับรถไปตลาดไม่เหมาะสมนะครับ”
“ห๊ะ..มึงจะให้กูไปขับให้มันรึไงวะ”
55555

คิดถึงหลวงพ่อปรีชา

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

วันนี้วันพระขึ้น15ค่ำเดือน3ปีชวด

วันนี้วันพระขึ้น15ค่ำเดือน3ปีชวด

น้ำที่เทออกจากภาชนะใบใหญ่
ทำให้พื้นดินชุ่มชื้นในวันที่เทน้ำ

แต่น้ำที่หยดที่ละหยดทุกนาที
พื้นดินย่อมชุ่มชื้นด้วยหยดน้ำตลอดเวลา

ศรัทธาก็เช่นเดียวกัน

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

เส้นชัย

เส้นชัย
การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ลืมตานอน
ต่อสู้กับความเสื่อมของร่างกาย
สู้ทุกๆนาทีที่หายใจ

ไม่มีคู่ต่อสู้ใดน่ากลัวเท่าใจตน
..กายแพ้เรื่องของกาย..
..ใจไม่แพ้..

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

ช่างจัดดอกไม้คนหนึ่ง ชื่อ “สุมนะ”

ในกรุงราชคฤห์ มีช่างจัดดอกไม้คนหนึ่ง     ชื่อ “สุมนะ” ทุกๆ เช้า เขาจะนำดอกมะลิ ๘ ทะนาน ไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร และจะได้ทรัพย์มาเป็นค่าดอกไม้วันละ ๘ กหาปณะเป็นประจำ

        วันหนึ่ง ขณะที่เขาถือดอกไม้จะนำไปถวายพระราชา พระบรมศาสดาเสด็จมาบิณฑบาต พร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์จำนวนมาก พระพุทธองค์ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีออกจากพระวรกาย

   นายสุมนะเห็นแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธามาก อยากจะถวายดอกมะลิทั้ง ๘ ทะนาน ที่ถืออยู่ในมือ เพื่อเป็นพุทธบูชา   

        เขาคิดว่า
 “ถ้าหากพระราชาไม่ได้รับดอกไม้เหล่านี้ในวันนี้ เราอาจจะถูกประหาร หรือถูกเนรเทศออกจากแว่นแคว้นก็ได้ แต่ก็ช่างเถอะ เพราะถึงพระราชาจะทรงอนุเคราะห์เรา ด้วยการพระราชทานทรัพย์เป็นค่าดอกไม้ ก็คงพอเลี้ยงชีวิตได้แค่ในภพชาตินี้เท่านั้น แต่การบูชาพระบรมศาสดาด้วยดอกไม้เหล่านี้ จะทำให้เราได้รับความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า” 

        เขาคิดอย่างนี้แล้วก็ตัดสินใจสละชีวิต โปรยดอกไม้ทั้ง   ๘ ทะนาน บูชาพระบรมศาสดาทันที ทันใดนั้น สิ่งอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น คือ ดอกมะลิทั้ง ๘ ทะนาน 

ไม่ได้ตกถึงพื้นดินเลย ดอกมะลิ ๒ ทะนาน 
ได้กลายเป็นเพดานดอกไม้ แผ่อยู่เหนือพระเศียรของพระบรมศาสดา 

อีก ๒ ทะนาน แผ่เป็นกำแพงดอกไม้ลอยอยู่ข้างขวา และ ๒ ทะนานอยู่ข้างซ้าย  

อ่านต่อ

วันที่16มกราคม 2564 วันนี้ วันครู

วันที่16มกราคม 2564
วันนี้ วันครู

ครู อุปฌาชย์ อาจาริยะคุนัง อะหังวันทามิ

ครูคนแรกคือพ่อแม่..ที่ให้ชีวิต 
สอนให้เดิน สอนให้กิน สอนให้พูด

ครูคนที่สองคือ..ครูที่สอนให้มีชีวิต

สอนให้มีสติปัญญา
สอนให้มีความกตัญญู
สอนให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน
ครูเคี่ยวคั่วให้วิชาความรู้ 
เสมือนคั่วข้าวตอกให้เม็ดแตกเสมอกัน
จนมีความรู้ที่แตกฉาน
ครูใช้ไม้เรียวเมื่อทำผิด
สอนให้มีระเบียบวินัย
ตีแล้วปลอบใจอย่าทำผิดอีกนะ
สอนไม่เบื่อ สอนซ้ำๆทำให้ดู
สอนให้คิด สอนให้เขียน
สอนว่า..มีความรู้อย่างเดียวไม่ได้
สอนให้เสียสละ สอนให้แบ่งปัน
สอนว่า..ต้องให้อภัย
สอนให้มีศิลปด้วยการรออย่างอดทน
สอนให้ยืนตรงเคารพธง ร้องเพลงชาติ 
ครูสอนให้รักชาติศาสน์กษัตริย์
ครูสอนให้จงรักภักดีต่อแผ่นดิน

ได้วิชาจากครู..
จึงมีชีวิตที่รู้จักคำว่าพอ..และคำว่ารอ

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ