ทารุณสูตร – พฬิสสูตร

๑. ทารุณสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ
[๑๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภ(๑-) สักการะ(๒-) และความสรรเสริญ(๓-) เป็นสิ่งทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักละลาภสักการะและความสรรเสริญที่เกิดขึ้น ลาภสักการะและความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตของเราทั้งหลายตั้งอยู่’ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
ทารุณสูตรที่ ๑ จบ
@เชิงอรรถ :
@๑ ลาภ ในที่นี้หมายถึงปัจจัย ๔ (สํ.นิ.อ. ๒/๑๕๗/๒๒๘)
@๒ สักการะ ในที่นี้หมายถึงลาภที่เกิดจากการทำงาน เกิดจากปัจจัย ๔ นั้น (สํ.นิ.อ. ๒/๑๕๗/๒๒๘)
@๓ ความสรรเสริญ ในที่นี้หมายถึงเสียงยกย่องชมเชย (สํ.นิ.อ. ๒/๑๕๗/๒๒๘)

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

หน้า ๒๖๕

๒. พฬิสสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญเปรียบเหมือนเบ็ด
​[๑๕๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
​“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ เผ็ดร้อนหยาบคาย เป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เปรียบเหมือนปลาบางตัวเห็นแก่เหยื่อ กลืนกินเบ็ดที่เกี่ยวเหยื่อ ซึ่งพรานเบ็ดหย่อนลงในห้วงน้ำลึก มันกลืนกินเบ็ดของพรานเบ็ดอย่างนี้แล้ว ได้รับทุกข์ ถึงความพินาศ ถูกพรานเบ็ดทำได้ตามใจปรารถนาฉะนั้น”
​คำว่า ‘พรานเบ็ด’ นี้ เป็นชื่อของมารใจบาป
​คำว่า ‘เบ็ด’ นี้ เป็นชื่อของลาภสักการะและความสรรเสริญ
​ภิกษุบางรูปยินดี พอใจลาภสักการะและความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ภิกษุนี้เรากล่าวว่า กลืนกินเบ็ดของมาร ได้รับทุกข์ ถึงความพินาศ ถูกมารใจบาปทำได้ตามใจปรารถนา
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักละลาภสักการะและความสรรเสริญที่เกิดขึ้น ลาภสักการะและความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตของเราทั้งหลายตั้งอยู่’ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ] หน้า ๒๖๖

เมื่อความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

วันนี้..วันพระแรม14ค่ำเดือนอ้ายปีมะเส็ง
…………………

อรรถกถาอุรคชาดกที่  ๔

ในอดีตกาล    เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี   พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์  ณ หมู่บ้านใกล้ประตูเมืองพาราณสี   สั่งสมทรัพย์สมบัติไว้เลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม.  พระโพธิสัตว์นั้นได้มีทารก  ๒  คน  คือ  บุตร   และ ธิดา    พระโพธิสัตว์นั้นเมื่อบุตรเจริญวัยแล้ว   ได้นำนางกุมาริกามาจากสกุลที่เสมอกัน.  ดังนั้นชนเหล่านั้นได้เป็น  ๖   คนด้วยกันกับนางทาสี   คือ    พระโพธิสัตว์  ภรรยา   บุตร  ธิดา  ลูกสะใภ้   และทาสี.  
ชนเหล่านั้นได้เป็นผู้สมัครสมานยินดีอยู่กันด้วยความรัก.   พระโพธิสัตว์ได้ให้โอวาทแก่คนทั้ง  ๕ ที่เหลืออย่างนี้ว่า   ท่านทั้งหลายจงให้ทานโดยนิยามตามทำนองที่หาได้เท่านั้น              จงรักษาศีล  กระทำอุโบสถกรรม  เจริญมรณัสสติ  จงกำหนดถึงภาวะคือความตายของท่านทั้งหลาย  เพราะความตายของสัตว์เหล่านี้ เป็นของยั่งยืน    ชีวิตไม่ยั่งยืน    สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง    มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดาเทียว      ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาททั้งกลางคืน  และกลางวันเถิด. ชนทั้ง  ๕ นั้นรับโอวาทว่า  สาธุ   แล้วเป็นผู้ไม่ประมาทเจริญมรณสติอยู่.    

อยู่มาวันหนึ่ง    พระโพธิสัตว์ไปนาพร้อมกับบุตร  ไถนาอยู่  บุตรลากหยากเหยื่อมาเผา  ปรากฏว่าในที่ไม่ใกล้บุตรนั้น   มีอสรพิษอยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง  ควันไฟกระทบตาของอสรพิษนั้น  มันโกรธ เลื้อยออกมาคิดว่า    ภัยเกิดแก่เราเพราะอาศัยคนผู้นี้     จึงกัดบุตรชายจมทั้ง  ๔  เขี้ยว  เขาล้มลงตายทันที   พระโพธิสัตว์เหลียวมาดู  เห็นบุตรชายนั้นล้มลงจึงหยุดโคแล้วไปหา    รู้ว่าบุตรชายนั้นตายแล้ว     จึงยกบุตรนั้นขึ้นให้นอนอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง  คลุมผ้าไว้   ไม่ร้องไห้   ไม่ปริเทวนาการร่ำไร.   ไถนาไปพลาง   กำหนดถึงเฉพาะความเป็นอนิจจังว่า  

ก็สิ่งที่ที่การแตกเป็นธรรมดา   แตกไปแล้ว   สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา  ตายไปแล้ว   สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง   สำเร็จด้วยความตาย.   พระโพธิสัตว์นั้น  เห็นบุรุษผู้คุ้นเคยกันคนหนึ่งเดินไปทางใกล้นาจึงถามว่า  
จะไปเรือนหรือพ่อ  
เมื่อเขากล่าวว่า จ้ะ  
จึงกล่าวว่า   ถ้าอย่างนั้น    ท่านพึงแวะไปยังเรือน    แม้ของพวกเรา   บอกกะนางพราหมณีเขาว่า   วันนี้ไม่ต้องนำภัตตาหารไปเพื่อคนสองคนเหมือนดังก่อน    พึงนำอาหารไปเฉพาะสำหรับคนผู้เดียวเท่านั้น    
และเมื่อก่อน   ทาสีผู้เดียวเท่านั้น   นำอาหารมา   แต่วันนี้   คนทั้ง   ๔   พึงนุ่งห่มผ้าขาว   ถือของหอมและดอกไม้มา.   บุรุษนั้นรับคำแล้ว  ไปบอกแก่นางพราหมณีเหมือนอย่างนั้น.      นางพราหมณีถามว่า    

ดูก่อนพ่อ    ข่าวนี้ใครให้ท่านมา ?
บุรุษนั้นตอบว่า  พราหมณ์ให้มาจ้ะ  แม่เจ้า.  
นางพราหมณีนั้นรู้ได้ว่า  บุตรของเราตายแล้ว.  แม้ความวิปริตสักว่าความหวานใจก็มิได้มีแก่นางพราหมณ์นั้น.   ก็นางมีจิตอบรมไว้ดีแล้วอย่างนี้     นุ่งห่มผ้าขาวถือของหอมและดอกไม้   ให้ถืออาหารแล้วได้ไปพร้อมกับคนที่เหลือ.   แม้คนผู้เดียวก็มิได้มีความร้องไห้หรือความร่ำไร.  พระโพธิสัตว์นั่งในร่มเงาที่บุตรชายนอนอยู่นั่นแหละ  บริโภคอาหาร.   ในเวลาเสร็จการบริโภคอาหาร    คนแม้ทั้งหมดก็ขนฟืนมา    ยกบุตรชายนั้นขึ้นสู่เชิงตะกอน  บูชาด้วยของหอมและดอกไม้แล้วเผา.    น้ำตาแม้หยดเดียวก็ไม่ได้มีแก่ใคร  ๆ.  ทั้งหมดเป็นผู้เจริญมรณัสสติไว้ดีแล้ว.  

ด้วยเดชแห่งศีลของตนเหล่านั้น   ภพแห่งท้าวสักกะจึงแสดงอาการร้อน.     ท้าวสักกะนั้นทรงใคร่ครวญอยู่ว่า  ใครหนอประสงค์จะให้เราเคลื่อนจากที่  ทรงทราบว่าภพร้อนเพราะเดชแห่งคุณของชนเหล่านั้น   เป็นผู้มีพระมนัสเลื่อมใสทรงดำริว่า   เราไปยังสำนักของชนเหล่านี้    ทำให้เขาบันลือสีหนาท  ในเวลาเสร็จสิ้นการบันลือสีหนาท    จึงกระทำนิเวศน์ของชนเหล่านั้นให้เต็มด้วยรัตนะทั้ง  ๗  แล้วจึงมา   ย่อมจะควร    
จึงเสด็จไปในที่นั้นโดยเร็วแล้วประทับยืนอยู่ที่ข้างป่าช้าตรัสว่า  
ดูก่อนพ่อ  พวกท่านทำอะไรกัน.
ชนเหล่านั้นกล่าวว่า   นาย    พวกเราเผามนุษย์คนหนึ่ง.    
ท้าวสักกะตรัสว่า   พวกท่านจักไม่เผามนุษย์   แต่เห็นจะฆ่าเนื้อตัวหนึ่งแล้วจึงปิ้งอยู่.  
ชนเหล่านั้นกล่าวว่า   นาย  ข้อนั้นก็หามิได้   พวกเราเผาเฉพาะมนุษย์เท่านั้น.  
ท้าวสักกะตรัสว่า   ถ้าอย่างนั้น    เขาคงจะเป็นมนุษย์ที่มีเวรกับพวกท่าน  
ลำดับนั้น  พระโพธิสัตว์จึงกล่าวกะท้าวสักกะนั้นว่า    นาย    เขาเป็นบุตรผู้เกิดแต่อกของพวกเรา     ไม่ใช่คนมีเวรกัน.
ท้าวสักกะตรัสว่า    ถ้าอย่างนั้น   เขาดงจะเป็นบุตรผู้ที่ไม่เป็นที่รักของท่าน.    
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า   นาย   เขาเป็นบุตรที่รักยิ่งของข้าพเจ้า.
ท้าวสักกะตรัสว่า   เมื่อเป็นเช่นนั้น   เพราะเหตุไร   ท่านจึงไม่ร้องไห้.
พระโพธิสัตว์นั้น    เมื่อจะบอกถึงเหตุที่ไม่ร้องไห้    จึงกล่าวคาถาว่า :-
บุตรของข้าพเจ้าละทิ้งร่างกายของตนไป  ดุจงูละทิ้งคราบเก่าฉะนั้น     เมื่อร่างกายแห่งบุตรของข้าพเจ้าใช้อะไรไม่ได้     ทำกาละไปแล้วอย่างนี้   บุตรของข้าพเจ้าถูกเผาอยู่  ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของหมู่ญาติ   เพราะฉะนั้น  ข้าพเจ้าจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา       คติของตนมีอย่างใด  เขาก็ย่อมไปสู่คติของตนอย่างนั้น.
นาย  บุตรของข้าพเจ้าละทิ้งร่างกายของตนไปเหมือนงูลอกคราบเก่า   ไม่เหลียวแลห่วงใย     ละทิ้งไปฉะนั้น    เมื่อร่างกายแห่งบุตรของเรานั้น   เว้นขาดจากชีวิตินทรีย์  ใช้การไม่ได้อย่างนี้   และเมื่อบุตรของเรานั้นละไปแล้ว  คือหวนกลับไปแล้ว      กระทำมรณกาลแล้ว  ประโยชน์อะไรด้วยความการุณหรือความร่ำไห้ เพราะบุตรของเรานี้ย่อมไม่รู้   แม้ความร่ำไห้ของพวกญาติ   เหมือนเอาหลาวแทงแล้วเผาอยู่  ย่อมไม่รู้สึกสุขและทุกข์ฉะนั้น   เพราะเหตุนั้น  เราจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา   เขาไปตามคติแห่งตนของเขาแล้ว.
ท้าวสักกะได้ทรงฟังคำของพระโพธิสัตว์    แล้วจึงตรัสถามนางพราหมณีว่า  

ดูก่อนแม่   เขาเป็นอะไรแก่ท่าน  ?  
นางพราหมณีตอบว่านาย    เขาเป็นบุตรที่ข้าพเจ้าบริหารด้วยครรภ์ถึง   ๑๐  เดือน               ให้ดื่มนมแล้วบำรุงเลี้ยงให้เจริญเติบโต.  
ท้าวสักกะตรัสว่า   ดูก่อนแม่   บิดาไม่ร้องไห้   เพราะเป็นบุรุษก็ยกไว้  ส่วนหทัยของมารดาอ่อนโยน    เพราะเหตุไร   ท่านจึงไม่ร้องไห้.  

นางพราหมณีนั้นเมื่อจะบอกเหตุที่ไม่ร้องไห้   จึงกล่าวคาถาว่า :-
บุตรของดิฉันนี้   ดิฉันมิได้เชื้อเชิญให้เขามาจากปรโลก   เขาก็มาเอง  แม้เมื่อจะไปจากมนุษยโลกนี้     ดิฉันก็มิได้อนุญาตให้เขาไป     เขามาอย่างใด   เขาก็ไปอย่างนั้น  การปริเทวนาถึงการที่บุตรของดิฉันไปจากมนุษยโลกนั้น   จะเกิดประโยชน์อะไร  บุตรของดิฉันถูกเผาอยู่       ก็ไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของพวกญาติ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา คติของเขามีอย่างใด  เขาก็ไปสู่คติของตนอย่างนั้น.

ลำดับนั้น  ท้าวสักกะครั้นได้สดับถ้อยคำของนางพราหมณีแล้ว  จึงตรัสถามน้องสาวว่า  
แน่ะแม่  เขาเป็นอะไรแก่เธอ  ?  
น้องสาวกล่าวว่า  เขาเป็นพี่ชายของดิฉันจ้ะนาย.
ท้าวสักกะตรัสว่า  แน่ะแม่   ธรรมดาน้องสาวทั้งหลาย ย่อมมีความสิเนหารักใคร่พี่ชาย    เพราะเหตุไร   เธอจึงไม่ร้องไห้.  
ฝ่ายน้องสาวนั้น   เมื่อจะบอกเหตุ  ไม่รู้องให้แก่ท้าวสักกะนั้น   จึงกล่าวคาถาว่า :-
เมื่อพี่ชายตายแล้ว    หากว่าดิฉันจะพึงร้องไห้   ดิฉันก็จะผ่ายผอม   เมื่อดิฉันร้องไห้อยู่     จะมีผลอะไร  ความไม่ยินดีก็จะพึงมีแก่ญาติ   มิตร และสหายของดิฉันยิ่งขึ้น    พี่ชายของดิฉันถูกเผาอยู่  ก็ไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้ของพวกญาติ  เพราะฉะนั้น   ดิฉันจึงไม่เศร้าโศกถึงพี่ชายนั้น  คติของตนมีอย่างใด   เขาก็ไปสู่คติของตนอย่างนั้น.
ครั้นท้าวสักกะได้ทรงสดับถ้อยคำของหญิงผู้เป็นน้องสาวแล้ว  จึงตรัสถามภรรยาของบุตรที่ตายนั้นว่า        
แน่ะแม่  เขาเป็นอะไรแก่เธอ  ?  
ภรรยาตอบว่า   นาย   เขาเป็นสามีดิฉัน.  
ท้าวสักกะตรัสว่า   ธรรมดาสตรีทั้งหลาย  เมื่อสามีตายไป   ย่อมเป็นหม้ายไร้ที่พึ่ง         เพราะเหตุไร   เธอจึงไม่ร้องให้.  
ฝ่ายภรรยานั้น   เมื่อจะบอกเหตุที่ไม่ร้องไห้แก่ท้าวสักกะนั้น  

จึงกล่าวคาถาว่า :-
เด็กร้องไห้ขอพระจันทร์อันโคจรอยู่ในอากาศฉันใด     การที่บุคคลมาเศร้าโศกถึงผู้ที่ละไปสู่ปรโลกแล้วนี้       ก็มีอุปไมยฉันนั้น  สามีของดิฉันถูกเผาอยู่   ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้ของพวกญาติ  เพราะฉะนั้น  ดิฉันจึงไม่เศร้าโศกถึงสามีนั้น คติของตนมีอย่างใด  เขาก็ไปสู่คติของตนอย่างนั้น.
ทารกผู้อ่อนเยาว์ไม่รู้สิ่งที่ควรและไม่ควร   สิ่งที่ควรได้และไม่ควรได้   ในที่ใดที่หนึ่ง    นั่งอยู่บนตักของมารดา   เห็นพระจันทร์เต็มดวงในเดือนวันเพ็ญ     ลอยเด่นอยู่ในอากาศ         ย่อมร้องไห้แล้ว ๆ เล่า ๆ ว่า  แม่จ๋า  จงให้พระจันทร์ฉัน  แม่จ๋าจงให้พระจันทร์ฉัน  ดังนี้  ฉันใด    

ความถึงพร้อมอุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน  คือความร้องไห้ของตนผู้เศร้าโศกถึงคนที่ละไป       คือตายไปแล้วนั้น  สำเร็จความอุปไมยเหมือนฉันนั้น    ทั้งไม่มีประโยชน์   ยิ่งกว่าพาล  ยิ่งกว่าทารกผู้ร้องไห้อยากได้พระจันทร์แม้นี้   เพราะเหตุไร  ?  เพราะพาลทารกเด็กอ่อนนั้นร้องไห้ถึงพระจันทร์ที่มีอยู่    ส่วนสามีของดิฉันตายแล้ว  บัดนี้ไม่ปรากฏอยู่  แม้เขาเอาหลาวแทงเผาอยู่ก็ไม่รู้อะไร ๆ.
ท้าวสักกะได้ทรงสดับถ้อยคำของภรรยา    แล้วจึงตรัสถามทาสีว่า  
ดูก่อนแม่   เขาเป็นอะไรแก่เจ้า  ?  

ทาสีตอบว่า    ข้าแต่นาย   เขาเป็นนายของดิฉัน.  
ท้าวสักกะตรัสว่า    เจ้าจักได้ถูกบุรุษนี้เบียดเบียนโบยตีแล้วใช้สอยเป็นแน่   เพราะฉะนั้น    เจ้าจึงไม่ร้องไห้  เพราะคิดว่าบุรุษนี้พ้นไปเสียดีแล้ว.  
ทาสีกล่าวว่า  นายท่านอย่าพูดอย่างนั้น  คำที่ท่านพูดนี้ไม่สมควรแก่นายดิฉันนี้ ลูกเจ้านายของดิฉัน เพียบพร้อมด้วยขันติ เมตตา และความเอ็นดู ได้เป็นผู้เสมือนบุตรที่ดิฉันให้เจริญเติบโตในอก.  
ท้าวสักกะตรัสว่า  เมื่อเป็นเช่นนั้น  เพราะเหตุไร  เจ้าจึงไม่ร้องไห้.  
ฝ่ายทาสีนั้น   เมื่อจะบอกเหตุที่ไม่ร้องไห้แก่ท้าวสักกะนั้นจึงกล่าว
คาถาว่า  :-

หม้อน้ำที่แตกแล้ว      เชื่อมให้สนิทอีกไม่ได้  ฉันใด   การที่บุคคลเศร้าโศกถึงผู้ที่ละไปสู่ปรโลกแล้วนี้   ก็มีอุปไมยฉันนั้น   นายของดิฉันถูกเผาอยู่   ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้ของพวกญาติ   เพราะฉะนั้น  ดิฉันจึงไม่เศร้าโศกถึงนายนั้น    คติของตนมีอย่างใด   นายของดิฉันก็ไปสู่คติของตนอย่างนั้น

ท้าวสักกะทรงสดับธรรมกถาของคนทั้งหมดแล้ว  ทรงเลื่อมใส  ตรัสว่า   ท่านทั้งหลายเป็นผู้ไม่ประมาท  เจริญมรณัสสติแล้ว  จำเดิมแต่นี้ไป ท่านทั้งหลายไม่ต้องทำการงานด้วยมือของตน  เราเป็นท้าวสักกะเทวราช    เราจักทำรัตนะทั้ง   ๗   อันหาประมาณมิได้ไว้ในเรือนของ
พวกท่าน   ท่านทั้งหลายจงให้ทาน  รักษาศีล  อยู่จำอุโบสถ  จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด   ครั้นให้โอวาทแก่ชนเหล่านั้นแล้ว   ทรงกระทำเรือนให้มีทรัพย์นับประมาณไม่ได้   แล้วเสด็จหลีกไป.
พระศาสดา  ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะ                  ในเวลาจบสัจจะ  กุฎุมพีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.  แล้วประชุมชาดกว่า    
ทาสีในครั้งนั้น  ได้เป็นนางขุชชุตตรา  
ธิดาได้เป็นนางอุบลวรรณา    
บุตรได้เป็นพระราหุล    
มารดาได้เป็นนางเขมา    
ส่วนพราหมณ์ได้เป็นเราตถาคต   ฉะนี้แล.
จบ  อรรถกถาอุรคชาดกที่  ๔

พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๕๘  หน้า ๗๓๐
————–

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

ความไม่เที่ยงของกาย

เรื่องพระปูติคัตตติสสเถระ
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภพระเถระชื่อว่าปูติคัตตติสเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อจิรํ วตยํ กาโย” เป็นต้น.
​ได้ยินว่า กุลบุตรชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง ฟังธรรมกถาในสำนักของพระศาสดา ถวายชีวิตในพระศาสนา ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ได้ชื่อว่าพระติสสเถระ. เมื่อกาลล่วงไปๆ โรคเกิดขึ้นในสรีระของท่าน ต่อมทั้งหลายประมาณเท่าเมล็ดผักกาดผุดขึ้น. มันโตขึ้นโดยลำดับ ประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ทประมาณเท่าเมล็ดถั่วดำ ประมาณเท่าเมล็ดกระเบา ประมาณเท่าผลมะขามป้อม ประมาณเท่าผลมะตูม แตกแล้ว. สรีระทั้งสิ้นได้เป็นช่องเล็กช่องน้อย ชื่อของท่านเกิดขึ้นแล้วว่า พระปูติคัตตติสสเถระ (พระติสสเถระผู้มีกายเน่า).

ต่อมา ในกาลเป็นส่วนอื่น กระดูกของท่านแตกแล้ว. ท่านได้เป็นผู้ที่ใครๆ ปฏิบัติไม่ได้. ผ้านุ่งและผ้าห่มเปื้อนด้วยหนองและเลือด ได้เป็นเช่นกับขนมร่างแห. พวกภิกษุมีสัทธิวิหาริกเป็นต้นไม่อาจจะปฏิบัติได้จึงพากันทอดทิ้งแล้ว. ท่านเป็นผู้ไม่มีที่พึ่งนอนแล้ว.

พระพุทธเจ้าทรงพยาบาลและทรงแสดงธรรม
ก็ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทรงละการตรวจดูโลกสิ้น ๒ วาระ (คือ) ในกาลใกล้รุ่ง เมื่อทรงตรวจดูโลก ทรงตรวจดูจำเดิมแต่ขอบปากแห่งจักรวาล ทำพระญาณให้มุ่งต่อพระคันธกุฎี, เมื่อทรงตรวจดูเวลาเย็น ทรงตรวจดูจำเดิมแต่พระคันธกุฎี ทำพระญาณให้มุ่งต่อที่ (ออกไป) ภายนอก.

ก็ในสมัยนั้น พระปูติคัตตติสสเถระปรากฏแล้วภายในข่าย คือพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของติสสภิกษุ ทรงดำริว่า “ภิกษุนี้ถูกพวกสัทธิวิหาริกเป็นต้นทอดทิ้งแล้ว, บัดนี้ เธอยกเว้นเราเสีย ก็ไม่มีที่พึ่งอื่น” ดังนี้แล้ว จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เหมือนเสด็จเที่ยวจาริกในวิหาร เสด็จไปสู่โรงไฟ ทรงล้างหม้อ ใส่น้ำ ยกตั้งบนเตา เมื่อทรงรอให้น้ำร้อน ได้ประทับยืนในโรงไฟนั่นเอง, ทรงรู้ความที่น้ำร้อนแล้ว เสด็จไปจับปลายเตียงที่ติสสภิกษุนอน.

ในกาลนั้น พวกภิกษุกราบทูลว่า “ขอพระองค์จงเสด็จหลีกไป พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์จักยก (เอง) แล้ว (ช่วยกัน) ยกเตียง นำไปสู่โรงไฟ.

พระศาสดาทรงให้นำรางมา ทรงเทน้ำร้อน (ใส่) แล้ว ทรงสั่งภิกษุเหล่านั้นให้ (เปลื้อง) เอาผ้าห่มของเธอ ให้ขยำด้วยน้ำร้อน แล้วให้ผึ่งแดด.

ลำดับนั้น พระศาสดาประทับยืนอยู่ในที่ใกล้ของเธอ ทรงรดสรีระนั้นให้ชุ่มด้วยน้ำอุ่น ทรงถูสรีระของเธอ ให้เธออาบแล้ว. ในที่สุดแห่งการอาบของเธอ, ผ้าห่มนั้นแห้งแล้ว.
ทีนั้น พระศาสดาทรงช่วยเธอให้นุ่งผ้าห่มนั้น ทรงให้ขยำผ้ากาสาวะที่เธอนุ่งด้วยน้ำ แล้วให้ผึ่งแดด. ทีนั้น เมื่อน้ำที่กายของเธอพอขาด (คือแห้ง) ผ้านุ่งนั้นก็แห้ง. เธอนุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง ห่มผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง เป็นผู้มีสรีระเบา มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง นอนบนเตียงแล้ว.

พระศาสดาประทับยืน ณ ที่เหนือศีรษะของเธอ ตรัสว่า “ภิกษุ กายของเธอนี้ มีวิญญาณไปปราศแล้ว หาอุปการะมิได้ จักนอนบนแผ่นดิน เหมือนท่อนไม้”
ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
​​​อจิรํ วตยํ กาโย ​ปฐวึ อธิเสสฺสติ
​​ฉุฑฺโฑ อเปตวิญฺญาโณ ​​นิรตฺถํว กลิงฺครํ
​​​ไม่นานหนอ กายนี้จักนอนทับแผ่นดิน.
​​ กายนี้มีวิญญาณไปปราศ อันบุคคลทิ้งแล้ว,
​​​ราวกับท่อนไม้ไม่มีประโยชน์ฉะนั้น

พระปูติคัตตติสสเถระนิพพาน
ในเวลาจบเทศนา พระปูติคัตตติสสเถระบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแล้ว. แม้ชนอื่นเป็นอันมากก็ได้เป็นพระอริยบุคคลมีพระโสดาบันเป็นต้น. ฝ่ายพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้วก็ปรินิพพาน. พระศาสดาโปรดให้ทำสรีรกิจของท่าน ทรงเก็บ (อัฐิ) ธาตุ แล้วโปรดให้ทำเจดีย์ไว้.
พวกภิกษุกราบทูลถามพระศาสดาว่า “พระเจ้าข้า พระปูติคัตตติสสเถระบังเกิดในที่ไหน?”
พระศาสดา. เธอปรินิพพานแล้ว ภิกษุทั้งหลาย.
พวกภิกษุ. พระเจ้าข้า กายของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัตเห็นปานนั้น
เกิดเป็นกายเน่า เพราะเหตุอะไร?
กระดูกทั้งหลายแตกแล้ว เพราะเหตุอะไร?
อะไรเป็นเหตุถึงความเป็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของท่านเล่า?
พระศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย ผลนี้ทั้งหมดเกิดแล้วแก่ติสสะนั่น ก็เพราะกรรมที่ตัวทำไว้.
พวกภิกษุ. ก็กรรมอะไร? ที่ท่านทำไว้ พระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้ากระนั้น พวกเธอจงฟัง” ดังนี้แล้ว
ทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัสดังต่อไปนี้) :-

บุรพกรรมของพระติสสะ
​ติสสะนี้เป็นพรานนก ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ฆ่านกเป็นอันมากบำรุงอิสรชน, ขายนกที่เหลือจากนกที่ให้แก่อิสรชนเหล่านั้น. คิดว่า “นกที่เหลือจากขาย อันเราฆ่าเก็บไว้ จักเน่าเสีย” จึงหักกระดูกแข้งและกระดูกปีกของนกเหล่านั้น ทำอย่างที่มันไม่อาจบินหนีไปได้ แล้วกองไว้. เขาขายนกเหล่านั้นในวันรุ่งขึ้น, ในเวลาที่ได้นกมามากมาย ก็ให้ปิ้งไว้ เพื่อประโยชน์แห่งตน.
วันหนึ่ง เมื่อโภชนะมีรสของเขาสุกแล้ว พระขีณาสพองค์หนึ่งเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของเขา เขาเห็นพระเถระแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใส คิดว่า
“สัตว์มีชีวิตมากมายถูกเราฆ่าตาย, ก็พระผู้เป็นเจ้ายืนอยู่ที่ประตูเรือนของเรา และโภชนะอันมีรสก็มีอยู่พร้อมภายในเรือน, เราจะถวายบิณฑบาตแก่ท่าน”
ดังนี้แล้ว จึงรับบาตรของพระขีณาสพนั้น ใส่โภชนะอันมีรสนั้นให้เต็มบาตรแล้ว ถวายบิณฑบาตอันมีรส แล้วไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กล่าวว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าพึงถึงที่สุดแห่งธรรมที่ท่านเห็นเถิด.”
พระเถระได้ทำอนุโมทนาว่า “จงเป็นอย่างนั้น.

ประมวลผลกรรม
ภิกษุทั้งหลาย ผล (ทั้งหมด) นั่นสำเร็จแล้วแก่ติสสะ ด้วยอำนาจแห่งกรรมที่ติสสะทำแล้วในกาลนั้นนั่นเอง;
กายของติสสะเกิดเน่าเปื่อย, และกระดูกทั้งหลายแตกก็ด้วยผลของการทุบกระดูกนกทั้งหลาย;
ติสสะบรรลุพระอรหัต ก็ด้วยผลของการถวายบิณฑบาตอันมีรสแก่พระขีณาสพ ดังนี้แล.

เรื่องพระปูติคัตตติสสเถระ จบ.
—————–
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

สิ่งที่จับต้องได้ แต่ไม่มีแก่น

วันนี้ วันพระแรม8ค่ำเดือนอ้าย ปีมะเส็ง
————–

๓. เผณปิณฑูปมสูตร
ว่าด้วยอุปมาด้วยกลุ่มฟองน้ำ
          [๙๕]    สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคประทับอยู่    ณ    ฝั่งแม่น้ำคงคา    เขตเมืองอยุชฌา    ณ    ที่นั้น    พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า
           “ภิกษุทั้งหลาย    แม่น้ำคงคานี้พึงพัดฟองน้ำกลุ่มใหญ่มา    บุรุษผู้มีตาดีก็จะพึงเห็น    เพ่ง    พิจารณาฟองน้ำกลุ่มใหญ่นั้นโดยแยบคายได้    เมื่อเขาเห็น    เพ่ง  พิจารณาฟองน้ำกลุ่มใหญ่นั้นโดยแยบคาย    ฟองน้ำก็จะพึงปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า  หาสาระมิได้เลย    สาระในฟองน้ำจะมีได้อย่างไร    แม้ฉันใด    รูปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกัน    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน  เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลและใกล้ก็ตาม  ภิกษุเห็น    เพ่ง    พิจารณารูปนั้นโดยแยบคาย    เมื่อเธอเห็น    เพ่ง    พิจารณารูปนั้นโดยแยบคาย    รูปก็จะปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลย    สาระในรูปจะมีได้อย่างไร

           เมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกในสารทฤดู    ฟองน้ำเกิดขึ้นและดับไปบนผิวน้ำ    บุรุษผู้มีตาดีก็พึงเห็น    เพ่ง    พิจารณาฟองน้ำนั้นโดยแยบคายได้    เมื่อเขาเห็น    เพ่ง    พิจารณาฟองน้ำนั้นโดยแยบคาย    ฟองน้ำก็จะพึงปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลย  สาระในฟองน้ำนั้นจะมีได้อย่างไร    แม้ฉันใด    เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกัน    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม    ภิกษุเห็น    เพ่ง พิจารณาเวทนานั้นโดยแยบคาย    เมื่อเธอเห็น    เพ่ง    พิจารณาเวทนานั้นโดยแยบคาย  เวทนาก็จะปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลย    สาระในเวทนาจะมีได้อย่างไร

           เมื่อเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อนยังอยู่    พยับแดดระยิบระยับในเวลาเที่ยง    บุรุษผู้มีตาดีก็จะพึงเห็น    เพ่ง    พิจารณาพยับแดดนั้นโดยแยบคายได้    เมื่อเขาเห็น    เพ่ง  พิจารณาพยับแดดนั้นโดยแยบคาย    พยับแดดก็จะปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า   หาสาระมิได้เลย  สาระในพยับแดดจะมีได้อย่างไร    แม้ฉันใด    สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกัน   ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอกหยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม    ภิกษุเห็น    เพ่ง  พิจารณาสัญญานั้นโดยแยบคาย    เมื่อเธอเห็น    เพ่ง    พิจารณาสัญญานั้นโดยแยบคาย  สัญญาก็จะปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลย    สาระในสัญญาจะมีได้อย่างไร

           บุรุษผู้ต้องการแก่นไม้เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้    ถือขวานที่คมเข้าไปสู่ป่า  เขาเห็นต้นกล้วยใหญ่    ตรง    กำลังรุ่น    ไม่มีแก่นในป่านั้น  จึงตัดโคน    ตัดปลาย    แล้วปอกกาบออก    เขาปอกกาบออกแล้ว    ไม่ได้แม้กระพี้ในต้นกล้วยนั้น    จะได้แก่นแต่ที่ไหนเล่า    บุรุษผู้มีตาดีก็จะเห็น    เพ่ง    พิจารณาต้นกล้วยนั้นโดยแยบคายได้    เมื่อเขาเห็น    เพ่ง    พิจารณาต้นกล้วยนั้นโดยแยบคาย    ต้นกล้วยก็จะพึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า    หาแก่นมิได้เลย    แก่นในต้นกล้วยจะมีได้อย่างไร    แม้ฉันใด    สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกัน    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน    เป็นภายในหรือภายนอกหยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต             ไกลหรือใกล้ก็ตาม    ภิกษุเห็น    เพ่ง    พิจารณาสังขารนั้นโดยแยบคาย    เมื่อเธอเห็น    เพ่งพิจารณาสังขารนั้นโดยแยบคาย    สังขารก็จะปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลย    สาระในสังขารทั้งหลายจะมีได้อย่างไร

           นักมายากลหรือลูกมือนักมายากล  แสดงมายากลที่ทางใหญ่    ๔    แพร่ง    บุรุษผู้มีตาดีก็จะพึงเห็น    เพ่ง    พิจารณามายากลนั้นโดยแยบคายได้    เมื่อเขาเห็น    เพ่ง  พิจารณามายากลนั้นโดยแยบคาย    มายากลก็จะพึงปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลย    สาระในมายากลจะมีได้อย่างไร    แม้ฉันใด    วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกัน    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน    เป็นภายในหรือภายนอกหยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต               ไกลหรือใกล้ก็ตาม ภิกษุเห็น    เพ่ง    พิจารณาวิญญาณนั้นโดยแยบคาย    เมื่อเธอเห็น    เพ่ง    พิจารณาวิญญาณนั้นโดยแยบคาย    วิญญาณก็จะปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลยสาระในวิญญาณจะมีได้อย่างไร

           ภิกษุทั้งหลาย    อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขาร    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ    เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด    เพราะคลายกำหนัด    จิตย่อมหลุดพ้น    เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว    ก็รู้ว่า    ‘หลุดพ้นแล้ว’    รู้ชัดว่า    อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว    ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”

           พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว    จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
“พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์

                                ทรงแสดงแล้วว่า    ‘รูปอุปมาด้วยกลุ่มฟองน้ำ
                              เวทนาอุปมาด้วยฟองน้ำ    สัญญาอุปมาด้วยพยับแดด
                                สังขารอุปมาด้วยต้นกล้วย    และวิญญาณอุปมาด้วยมายากล
                                          ภิกษุเพ่งพิจารณาเห็นขันธ์    ๕    นั้นโดยแยบคายด้วยประการใด  ๆ
                                ขันธ์    ๕    นั้น    ก็ปรากฏเป็นของว่างเปล่าด้วยประการนั้นๆ
                                          การละธรรม    ๓    ประการซึ่งพระพุทธเจ้า
                                ผู้ทรงมีปัญญาดุจแผ่นดิน    ทรงปรารภกายนี้    แสดงไว้แล้ว
                                ท่านทั้งหลาย    จงดูรูปที่บุคคลทิ้งแล้ว
                                          เมื่อใด    อายุ    ไออุ่น    และวิญญาณละกายนี้
                               เมื่อนั้น    กายนี้ก็ถูกทอดทิ้ง    นอนเป็นเหยื่อของสัตว์อื่น
                               ปราศจากเจตนา    ความสืบต่อเป็นเช่นนี้
                               นี้เป็นมายากลสำหรับหลอกลวงคนโง่
                               ขันธ์    ๕    เปรียบเหมือนเพชฌฆาต
                               เราบอกแล้ว    สาระในขันธ์    ๕    นี้ไม่มี
ภิกษุผู้ปรารภความเพียร    มีสติ    มีสัมปชัญญะ
            พึงพิจารณาขันธ์ทั้งหลายอย่างนี้ทั้งกลางวันและกลางคืน
            ภิกษุเมื่อปรารถนาบทอันไม่จุติ๑
            พึงละสังโยชน์๒ทั้งปวง    ทำที่พึ่งแก่ตน
            ประพฤติดุจบุคคลถูกไฟไหม้ศีรษะฉะนั้น”

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]  หน้า ๑๘๐
———
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

เงื่อนไขของใจที่ตั้งมั่น

๓. สัมมาสมาธิสูตร
ว่าด้วยสัมมาสมาธิ
    {๑๑๓}ภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุประกอบด้วยธรรม    ๕    ประการ    เป็นผู้ไม่อาจบรรลุสัมมาสมาธิอยู่ได้
           ธรรม    ๕    ประการ    อะไรบ้าง    คือ  ภิกษุในธรรมวินัยนี้
                       ๑.    เป็นผู้ไม่อดทนต่อรูป
                       ๒.    เป็นผู้ไม่อดทนต่อเสียง
                       ๓.    เป็นผู้ไม่อดทนต่อกลิ่น
                       ๔.    เป็นผู้ไม่อดทนต่อรส
                       ๕.    เป็นผู้ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะ
           ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕  ประการนี้  เป็นผู้ไม่อาจบรรลุสัมมาสมาธิอยู่ได้
 
ภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุประกอบด้วยธรรม  ๕  ประการ   เป็นผู้อาจบรรลุสัมมาสมาธิอยู่ได้ธรรม    ๕    ประการ    อะไรบ้าง    คือ  ภิกษุในธรรมวินัยนี้
                       ๑.    เป็นผู้อดทนต่อรูป
                       ๒.    เป็นผู้อดทนต่อเสียง
                       ๓.    เป็นผู้อดทนต่อกลิ่น
                       ๔.    เป็นผู้อดทนต่อรส
                       ๕.    เป็นผู้อดทนต่อโผฏฐัพพะ
           ภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุประกอบด้วยธรรม    ๕    ประการนี้แล    เป็นผู้อาจบรรลุสัมมาสมาธิอยู่ได้
พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาฯ (ภาษาไทย ๑) เล่มที่ ๒๒  หน้า ๑๙๑
 
 ๖. สุตธรสูตร
ว่าด้วยภิกษุผู้ทรงสุตะ
       [๙๖] ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เสพอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่    ไม่นานนัก ย่อมบรรลุธรรมที่ไม่กำเริบตลอดกาลได้
       ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ  ภิกษุในธรรมวินัยนี้
       ๑. เป็นผู้มีธุระน้อย มีกิจน้อย เลี้ยงง่าย สันโดษในบริขารแห่งชีวิต
       ๒. เป็นผู้มีอาหารน้อย หมั่นประกอบความไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง
       ๓. เป็นผู้มีการหลับน้อย หมั่นประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่
       ๔. เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ฟังมากซึ่งธรรมทั้งหลาย  ที่มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบถ้วน แล้วทรงจำไว้ได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ
       ๕. พิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้ว
       ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เสพอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่     ไม่นานนัก ย่อมบรรลุธรรมที่ไม่กำเริบตลอดกาลได้
 
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ]  หน้า ๑๖๖

ปิปผลิ–ภัททกาปิลานี : คู่ชีวิตผู้เลือกทางธรรม

ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
……………..
พระมหากัสสปเถระ
เอตทัคคะในทางผู้ทรงธุดงค์
พระมหากัสสปะ เป็นบุตรของกปิลพราหมณ์ ตระกูลกัสสปะในบ้านมหาติฏฐะ   แคว้นมคธ ชื่อเดิมของท่านคือ “ปิปผลิ” แต่คนทั่วไปมักเรียกท่านตามวงศ์ตระกูลว่า “กัสสปะ” เมื่อท่านอายุได้ ๒๐ ปี ได้ทำการอาวาหมงคลกับนางภัททกาปิลานี ซึ่งเป็นสาวงามวัย ๑๖ ปี      ธิดาของพราหมณ์ตระกูลโกลิยะ ณ เมืองสาคลนคร แคว้นมคธ

ปิปผลิมาณพถูกแปลงสาร

เมื่อปิปผลิมาณพ อายุได้ ๒๐ ปี บิดามารดาได้ปรึกษากันว่า จะหาภรรยาให้แก่บุตรชาย  จึงได้มอบเงินและทองให้แก่พราหมณ์ ๘ คน เพื่อสืบแสวงหาสาวงานที่มีฐานะเสมอกันพราหมณ์เหล่านั้นเที่ยวสืบแสวงหาไปตามเมืองต่าง ๆ มาจนถึงสาคลนคร ได้พบธิดาของโกลิยพราหมณ์นามว่า “ภัททกาปิลานี” วัย ๑๖ ปี เป็นที่ถูกอกถูกใจยิ่ง จึงสู่ขอกับบิดามารดาของนาง ตกลงแล้วได้มอบสิ่งของเงินและทองหมั้น กำหนดวันอาวาหมงคลแล้วกลับไปแจ้งข่าวสารแก่กปิลพราหมณ์ปิปผลิมาณพ ได้ทราบข่าวสารนั้นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เพราะตนไม่มีความปรารถนาจะแต่งงาน จึงหลบเข้าไปในห้อง เขียนจดหมายบรรยายความประสงค์ของตนให้นางทราบว่า

“ตนไม่ปรารถนาจะแต่งงาน ขอให้นางจงแต่งงานกับชายที่มีชาติตระกูลเสมอกัน และอยู่ครองชีวิตคู่ด้วยความสุขสำราญเถิด ส่วนข้าพเจ้าจะออกบวช” เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ก็มอบให้คนใช้สนิทนำไปส่งให้แก่นางภัททกาปิลานีแม้นางภัททกาปิลานีก็มีใจตรงกัน และได้เขียนจดหมายซึ่งมีใจความเหมือนกัน มอบให้คนรับใช้นำไปส่งให้แก่ปิปผลิมาณพ

บังเอิญคนถือจดหมายทั้งสองฝ่ายมาพบกันระหว่างทาง ทักทายปราศรัยถามไถ่กิจธุระของกันและกันแล้วนำจดหมายทั้งสองฉบับออกอ่าน ทราบความโดยตลอดแล้วฉีกทำลายทิ้งแล้วเขียนจดหมายขึ้นมาใหม่ บรรยายความรักแก่กันและกันแล้วนำไปส่งให้แก่เจ้านายของตน การอาวาหมงคลระหว่างคนทั้งสองจึงเกิดขึ้น

พระมหากัสสปะเห็นทุกข์ เห็นโทษแม้เพียงเล็กน้อยก็ออกบวช
ภายหลังจากแต่งงานกันแล้ว การครองคู่ของคนทั้งสองนั้นไม่เหมือนสามีภรรยาคู่อื่น ๆเพราะสักแต่ว่าอยู่ร่วมห้องกันเท่านั้น
ต่างก็ไม่มีจิตคิดจะร่วมสังวาสกัน แม้เวลาจะขึ้นเตียงนอนก็ขึ้นกันคนละข้าง มีแจกันดอกไม้ตั้งอยู่ตรงกลางเตียงตลอดระยะเวลาที่ทั้งสองอยู่ร่วมกันนั้น มิได้สัมผัสถูกต้องกันเลยจึงไม่มีบุตรหรือธิดาสืบสกุลเมื่อบิดามารดาถึงแก่กรรมแล้ว

ทรัพย์สมบัติและหน้าที่การงานทุกอย่างจึงเป็นภาระของ
สองสามีภรรยา และเนื่องจากตระกูลทั้งสองเป็นตระกูลมหาเศรษฐีมีทรัพย์มาก เมื่อรวมสองตระกูลเข้าเป็นตระกูลเดียวกันแล้วทรัพย์สมบัติก็ยิ่งมากมายมหาศาล มีสัตว์เลี้ยงและคนงานจำนวนมาก สองสามีภรรยาต้องบริหารสั่งการทุกอย่าง  

จนกระทั่งวันหนึ่ง ในขณะที่ปิปผลิกำลังตรวจดูทาสและกรรมกรทำงานอยู่ในไร่นา       ได้เห็นนกกาจิกกินสัตว์น้อยมีไส้เดือนเป็นต้น ก็รู้สึกสงสารและสลดใจ  ที่สัตว์เหล่านั้นต้องตายเพราะตนเป็นเหตุ
ส่วนนางภัททกาปิลานี ก็ให้คนนำเมล็ดถั่วงาออกมาตากที่ลานหน้าบ้าน เห็นหมู่นกกามาจิกกินตัวหนอนและแมลงต่าง ๆ ก็เกิดความสงสารและสลดใจเช่นกัน เมื่อสองสามีภรรยามีโอกาสอยู่กันตามลำพัง  ได้สนทนาถึงเรื่องความในใจของกันและกันแล้ว จากนั้นทั้งสองก็มีความคิดตรงกันว่า

“ผู้อยู่ครองเรือน แม้จะไม่ได้ลงมือทำการงานเอง แต่ก็ต้องคอยรับบาปที่ทาสและกรรมกรทำให้”  
จึงเกิดความเบื่อหน่ายเพศฆราวาส  พร้อมใจกันสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้ญาติและบริวาร  ส่วนทั้งสองสามีภรรยาพากันออกบวช จัดหาผ้ากาสาวพัสตร์และบริขารพากันปลงผมแล้วครองผ้ากาสาวพัสตร์ อธิฐานเพศบรรพชิต  บวชอุทิศต่อพระอรหันต์ในโลก   แล้วเดินร่วมทางกันไป  พอถึงทางสองแพร่งจึงแยกทางกัน ปิปผลิไปทางขวา    

ส่วนนางภัททกาปิลานีไปทางซ้าย  นางเดินทางไปพบสำนักปริพาชกแล้วได้เข้าไปขอบวชในสำนักนั้น เนื่องด้วยขณะนั้น พระผู้มีพระภาคยังมิได้ทรงอนุญาตให้สตรีบวชในพระพุทธศาสนา ต่อเมื่อพระนางปชาบดีโคตรมีได้บวชแล้ว นางจึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระเถระ ศึกษาพระกรรมฐาน บำเพ็ญวิปัสสนา ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล
……………………

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

วันนี้..วันพระขึ้น8ค่ำเดือนอ้ายปีมะเส็ง

Good morning 28/11/68
วันนี้..วันพระขึ้น8ค่ำเดือนอ้ายปีมะเส็ง
………………………………
๑. นตุมหากสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
​[๓๓] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
​พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้น สิ่งที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุข
​ก็อะไรเล่าชื่อว่าสิ่งที่ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
​คือ รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละรูปนั้น รูปที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
​เวทนาไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละเวทนานั้น เวทนาที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
​สัญญาไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสัญญานั้น สัญญาที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
​สังขารไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสังขารนั้น สังขารที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
​วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้น วิญญาณที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
​เปรียบเหมือนคนพึงนำหญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ ที่มีอยู่ในเชตะวันนี้ไปเผา หรือจัดการไปตามเรื่อง เธอทั้งหลายจะพึงมีความคิดอย่างนี้บ้างไหมว่า ‘คนนำเราทั้งหลายไปเผา หรือจัดการไปตามเรื่อง”
​“ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า”
​“ข้อนั้นเพราะเหตุไร”
​ “เพราะหญ้าเป็นต้นนั้นไม่ใช่อัตตา หรือสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา พระพุทธเจ้าข้า”
​ “ภิกษุทั้งหลาย อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละรูปนั้น รูปที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
​เวทนาไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละเวทนานั้น เวทนาที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
​สัญญาไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสัญญานั้น สัญญาที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
​สังขารไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสังขารนั้น สังขารที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
​วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้น วิญญาณที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข”

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] หน้า ๔๖
———————–
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ความจริงไม่มี ความมีไม่จริง ความมีไม่จริง

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

Good morning 27/11/68

Good morning 27/11/68
…………………………………..
กายมีอยู่ก็เพียงเพื่ออาศัยเจริญญาณ เจริญสติเท่านั้น
ไม่อาศัยตัณหาและทิฎฐิอยู่และไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร …อะไรในโลก

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

วันนี้..วันพระแรม 15 ค่ำเดือน12 ปีมะเส็ง

วันนี้..วันพระแรม 15 ค่ำเดือน12 ปีมะเส็ง
———————————–
 ๔. มหามาลุงกยสูตร
ว่าด้วยพระมาลุงกยบุตร สูตรใหญ่
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ
            [๑๒๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
            สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายยังจำโอรัมภาคิยสังโยชน์๑-(สังโยชน์เบื้องต่ำ) ๕ ประการที่เราแสดงแล้ว ได้หรือไม่”
            เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระมาลุงกยบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการที่พระองค์ทรงแสดงไว้แล้วได้”
            “เธอจำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ ที่เราแสดงไว้แล้ว อย่างไร”
            “ข้าพระองค์จำโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือสักกายทิฏฐิ(ความเห็นว่าเป็นตัวของตน) ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แล้วได้
            ข้าพระองค์จำโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือวิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย) ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แล้วได้
            ข้าพระองค์จำโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือสีลัพพตปรามาส(ความถือมั่นศีลพรต)ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แล้วได้
            ข้าพระองค์จำโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือกามฉันทะ(ความพอใจในกาม) ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แล้วได้

ข้าพระองค์จำโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือพยาบาท(ความคิดร้าย) ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แล้วได้
            ข้าพระองค์จำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการนี้ ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แล้วได้อย่างนี้ พระพุทธเจ้าข้า”
            “มาลุงกยบุตร เธอจำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการนี้ที่เราแสดงไว้แล้วอย่างนี้แก่ใคร อัญเดียรถีย์ปริพาชกทั้งหลายจักหักล้างด้วยการนำเรื่องเด็กอ่อนมาเปรียบเทียบได้ มิใช่หรือ เพราะเด็กอ่อนที่นอนหงายย่อมไม่มีแม้แต่ความคิดว่า‘ตัวของตน’ สักกายทิฏฐิจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นได้อย่างไร สักกายทิฏฐิของเด็กนั้นก็ยังนอนเนื่องอยู่
            เพราะเด็กอ่อนที่นอนหงายย่อมไม่มีแม้แต่ความคิดว่า ‘ธรรมทั้งหลาย’ วิจิกิจฉาในธรรมทั้งหลายจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นได้อย่างไร วิจิกิจฉาของเด็กนั้น ก็ยังนอนเนื่องอยู่
            เพราะเด็กอ่อนที่นอนหงายย่อมไม่มีแม้แต่ความคิดว่า ‘ศีลทั้งหลาย’ สีลัพพตปรามาสในศีลทั้งหลายจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นได้อย่างไร สีลัพพตปรามาสของเด็กนั้นก็ยังนอนเนื่องอยู่
            เพราะเด็กอ่อนที่นอนหงายย่อมไม่มีแม้แต่ความคิดว่า ‘กามทั้งหลาย’ กามฉันทะในกามทั้งหลายจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นได้อย่างไร กามราคะของเด็กนั้น ก็ยังนอนเนื่องอยู่
            เพราะเด็กอ่อนที่นอนหงายย่อมไม่มีแม้แต่ความคิดว่า ‘สัตว์ทั้งหลาย’ ความพยาบาทในสัตว์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นได้อย่างไร พยาบาทของเด็กนั้น ก็ยังนอนเนื่องอยู่
            อัญเดียรถีย์ปริพาชกทั้งหลาย จักหักล้างด้วยการนำเรื่องเด็กอ่อนมาเปรียบเทียบได้มิใช่หรือ”
            เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
            “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค บัดนี้เป็นกาลที่สมควร ข้าแต่พระสุคต บัดนี้เป็นกาลที่สมควรที่พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ ภิกษุทั้งหลายได้สดับจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้”
            พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว”
            ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่าอุบายเครื่องละสังโยชน์
            “อานนท์ ปุถุชน๑- ในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ มีจิตถูกสักกายทิฏฐิกลุ้มรุม ถูกสักกายทิฏฐิครอบงำอยู่ และไม่รู้อุบายเครื่องสลัดสักกายทิฏฐิที่เกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง สักกายทิฏฐินั้นของเขามีกำลังแก่กล้าขึ้น ปุถุชนบรรเทาไม่ได้ จึงชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
            ปุถุชนมีจิตถูกวิจิกิจฉากลุ้มรุม ถูกวิจิกิจฉาครอบงำอยู่ และไม่รู้อุบายเครื่องสลัดวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง วิจิกิจฉานั้นของเขามีกำลังแก่กล้าขึ้นปุถุชนบรรเทาไม่ได้ จึงชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
            ปุถุชนมีจิตถูกสีลัพพตปรามาสกลุ้มรุม ถูกสีลัพพตปรามาสครอบงำอยู่และไม่รู้อุบายเครื่องสลัดสีลัพพตปรามาสที่เกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง สีลัพพตปรามาสนั้นของเขามีกำลังแก่กล้าขึ้น ปุถุชนบรรเทาไม่ได้ จึงชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
            ปุถุชนมีจิตถูกกามราคะกลุ้มรุม ถูกกามราคะครอบงำอยู่ และไม่รู้อุบายเครื่องสลัดกามราคะที่เกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง กามราคะนั้นของเขามีกำลังแก่กล้าขึ้นปุถุชนบรรเทาไม่ได้ จึงชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์

ปุถุชนมีจิตถูกพยาบาทกลุ้มรุม ถูกพยาบาทครอบงำอยู่ และไม่รู้อุบายเครื่องสลัดพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง พยาบาทนั้นของเขามีกำลังแก่กล้าขึ้นปุถุชนบรรเทาไม่ได้ จึงชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
            [๑๓๑] อานนท์ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ ได้เห็นพระอริยะ ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ มีจิตที่สักกายทิฏฐิกลุ้มรุมไม่ได้ที่สักกายทิฏฐิครอบงำไม่ได้อยู่ และรู้อุบายเครื่องสลัดสักกายทิฏฐิที่เกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง อริยสาวกนั้นย่อมละสักกายทิฏฐินั้นพร้อมทั้งอนุสัยได้
            อริยสาวกนั้นมีจิตที่วิจิกิจฉากลุ้มรุมไม่ได้ ที่วิจิกิจฉาครอบงำไม่ได้อยู่ และรู้อุบายเครื่องสลัดวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง อริยสาวกนั้นย่อมละวิจิกิจฉานั้นพร้อมทั้งอนุสัยได้
            อริยสาวกนั้นมีจิตที่สีลัพพตปรามาสกลุ้มรุมไม่ได้ ที่สีลัพพตปรามาสครอบงำไม่ได้อยู่ และรู้อุบายเครื่องสลัดสีลัพพตปรามาสที่เกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริงอริยสาวกนั้นย่อมละสีลัพพตปรามาสนั้นพร้อมทั้งอนุสัยได้
            อริยสาวกนั้นมีจิตที่กามราคะกลุ้มรุมไม่ได้ ที่กามราคะครอบงำไม่ได้อยู่ และรู้อุบายเครื่องสลัดกามราคะที่เกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง อริยสาวกนั้นย่อมละกามราคะนั้นพร้อมทั้งอนุสัยได้
            อริยสาวกนั้นมีจิตที่พยาบาทกลุ้มรุมไม่ได้ ที่พยาบาทครอบงำไม่ได้อยู่ และรู้อุบายเครื่องสลัดพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง อริยสาวกนั้นย่อมละพยาบาทนั้นพร้อมทั้งอนุสัยได้
ข้อปฏิบัติเพื่อละสังโยชน์
            อานนท์ เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลไม่อาศัยมรรคและปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการแล้ว จักรู้ จักเห็น จักละโอรัมภาคิยสังโยชน์๕ ประการได้ เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลไม่ถากเปลือก ไม่ถากกระพี้ของต้นไม้ใหญ่ประเภทยืนต้นมีแก่นแล้ว จักตัดแก่นเลยทีเดียว แม้ฉันใด เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลไม่อาศัยมรรคและปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการแล้ว จักรู้จักเห็น จักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการได้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
            เป็นไปได้ที่บุคคลอาศัยมรรคและปฏิปทา ที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ประการแล้ว จักรู้ จักเห็น จักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการนั้นได้ เป็นไปได้ที่บุคคลถากเปลือก ถากกระพี้ของต้นไม้ใหญ่ประเภทยืนต้นมีแก่นแล้ว จักตัดแก่นนั้นได้ แม้ฉันใด เป็นไปได้ที่บุคคลอาศัยมรรคและปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการแล้ว จักรู้       จักเห็น จักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการนั้นได้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
            แม่น้ำคงคามีน้ำเต็มเสมอฝั่ง นกกา(ก้ม)ดื่มกินได้ ครั้งนั้น บุรุษผู้มีกำลังน้อยมาด้วยหวังว่า ‘เราจักว่ายตัดกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคานี้ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดี’ เขาจะไม่อาจว่ายตัดกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคาไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดีได้ แม้ฉันใด คนบางคนก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อพระธรรมกถึกแสดงธรรมเพื่อดับสักกายะอยู่ จิตย่อมไม่แล่นไปไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่น ไม่หลุดพ้น พึงเห็นบุคคลเหล่านั้นเหมือนบุรุษผู้มีกำลังน้อยนั้น
            อานนท์ แม่น้ำคงคามีน้ำเต็มเสมอฝั่ง นกกา(ก้ม)ดื่มกินได้ บุรุษผู้มีกำลังมากมาด้วยหวังว่า ‘เราจักว่ายตัดกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคานี้ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดี’ เขาจะอาจว่ายตัดกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคาไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดีได้ แม้ฉันใด คนบางคนก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อพระธรรมกถึกแสดงธรรมเพื่อดับสักกายะอยู่ จิตย่อมแล่นไปเลื่อมใส ตั้งมั่น หลุดพ้น พึงเห็นบุคคลเหล่านั้นเหมือนบุรุษผู้มีกำลังมากนั้น
รูปฌาน ๔
            มรรคและปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการเป็นอย่างไร
            คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะละอกุศลธรรมทั้งหลายด้วยอุปธิวิเวก๑- เพราะระงับความเกียจคร้านทางกายได้โดยประการทั้งปวง จึงสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วบรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ เธอย่อมพิจารณาเห็น๒- ธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่มีอยู่ในปฐมฌานนั้นโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดุจโรค เป็นดุจหัวฝี เป็นดุจลูกศรเป็นสิ่งคอยก่อความเดือดร้อน เป็นที่ทำให้ขัดข้อง เป็นดุจคนฝ่ายอื่น เป็นสิ่งที่ต้องแตกสลาย เป็นของว่างเปล่า เป็นอนัตตา เธอย่อมทำจิตให้กลับจากธรรมเหล่านั้นครั้นแล้ว จึงน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า ‘ภาวะที่สงบ ประณีต คือ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิกิเลสทั้งปวง ความสิ้นไปแห่งตัณหา ความคลายกำหนัดความดับ นิพพาน’ เธอดำรงอยู่ในปฐมฌานนั้น ย่อมบรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย หากยังไม่บรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ก็จะเป็นโอปปาติกะ๓-เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการสิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นจักปรินิพพานในภพนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก๔-
       ……………………
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ
พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก
พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ
เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่าคนดีตาจะเห็นรูปได้

ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์
เป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสิกา
ผู้ถึงสรณะเป็นต้นไปจนตลอดชีวิต

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

ตถาคตอธิบาย สังขาร ๓ อันเป็นเหตุให้เกิดสุขทุกข์ ในปฏิจจสมุปปบาท

ตถาคตอธิบาย สังขาร ๓ อันเป็นเหตุให้เกิดสุขทุกข์ ในปฏิจจสมุปปบาท

เมื่อกายมีอยู่ สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายใน จึงเกิดขึ้น เพราะความจงใจทางกายเป็นเหตุ หรือว่าเมื่อวาจามีอยู่ สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายใน จึงเกิดขึ้น เพราะความจงใจทางวาจาเป็นเหตุ
หรือว่าเมื่อใจมีอยู่ สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายใน จึงเกิดขึ้นเพราะความจงใจทางใจเป็นเหตุ และเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยด้วย
บุคคลปรุงแต่งกายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นด้วยตนเองบ้าง
บุคคลปรุงแต่งกายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นเพราะคนอื่นบ้าง
บุคคลรู้สึกตัวอยู่ ปรุงแต่งกายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นบ้าง
บุคคลไม่รู้สึกตัวอยู่ ปรุงแต่งกายสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นบ้าง
บุคคลปรุงแต่งวจีสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นด้วยตนเองบ้าง
บุคคลปรุงแต่งวจีสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นเพราะคนอื่นบ้าง
บุคคลรู้สึกตัวอยู่ ปรุงแต่งวจีสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นบ้าง
บุคคลไม่รู้สึกตัวอยู่ ปรุงแต่งวจีสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นบ้าง
บุคคลปรุงแต่งมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นด้วยตนเองบ้าง
บุคคลปรุงแต่งมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นเพราะคนอื่นบ้าง
บุคคลรู้สึกตัวอยู่ ปรุงแต่งมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นบ้าง
บุคคลไม่รู้สึกตัวอยู่ ปรุงแต่งมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นบ้าง
อานนท์ อวิชชาแทรกอยู่แล้วในธรรมเหล่านี้ เพราะอวิชชานั้นแหละดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ กายซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นนั้น จึงไม่มี
วาจาซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นนั้น จึงไม่มี
มโนซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นนั้น จึงไม่มี
เขตไม่มี ฯลฯ วัตถุไม่มีฯลฯ อายตนะไม่มี ฯลฯ หรืออธิกรณ์ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ที่เป็นไปในภายในเกิดขึ้นนั้น ไม่มี”
ภูมิชสูตรที่ ๕ จบ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] หน้า ๔๘

วิโมกข์ ๘ ประการ

วิโมกข์ ๘ ประการ

          [๖๖] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือ

      ๑. ผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑

      ๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน ย่อมเห็นรูปในภายนอก นี้เป็น    วิโมกข์ข้อที่ ๒

      ๓. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงาม นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓

      ๔. ผู้บรรลุ อากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้     เพราะล่วงรูป สัญญา เพราะดับ ปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึง นานัตตสัญญา โดย ประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ ข้อที่ ๔

      ๕. ผู้ที่บรรลุ วิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้  เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ที่ ๕

      ๖. ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วง   วิญญาณัญ จายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖

      ๗. ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ  โดยประการ ทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗

      ๘. ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ   โดยประการ ทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล วิโมกข์ ๘ ประการ ภิกษุเข้าวิโมกข์ ๘ ประการ  เหล่านี้ เป็นอนุโลมบ้าง เป็นปฏิโลมบ้าง เข้าทั้งอนุโลมและปฏิโลมบ้าง เข้าบ้าง  ออกบ้าง ตามคราวที่ต้องการ ตามสิ่งที่ปรารถนา และตามกำหนดที่ต้องประสงค์  จึงบรรลุ เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป เพราะ ทำให้แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน

อานนท์ ภิกษุนี้ เราเรียกว่า อุภโตภาควิมุตติ อุภโตภาควิมุตติ อื่นจาก อุภโตภาควิมุตติ นี้ที่จะยิ่งหรือประณีตไป กว่าไม่มี พระผู้มีพระภาคตรัส พระพุทธพจน์ นี้แล้ว ท่านพระอานนท์ยินดี ชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล ฯ
———————
11/11/62ขัดคันธกุฎี วัดเชตวัน

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ