๘๗, วิ.อ. ๓/๙/๑๕)

๘๗, วิ.อ. ๓/๙/๑๕)
       ในกออุบล(บัวขาบ) ในกอปทุม(บัวหลวง) หรือในกอบุณฑริก(บัวขาว) ดอกอุบล            ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ใต้น้ำ และมีน้ำหล่อเลี้ยงไว้ ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้ำเจริญในน้ำ อยู่เสมอน้ำ ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้ำเจริญในน้ำ อยู่พ้นน้ำ ไม่แตะน้ำ แม้ฉันใด อาตมภาพเมื่อตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุได้เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีในดวงตาน้อย มีธุลีในดวงตามาก มีอินทรีย์แก่กล้ามีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม สอนให้รู้ได้ง่าย สอนให้รู้ได้ยาก บางพวกเห็นปรโลกและโทษว่าเป็นสิ่งน่ากลัว บางพวกเห็นปรโลกและโทษว่าเป็นสิ่งไม่น่ากลัว  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
       ลำดับนั้น อาตมภาพได้กล่าวคาถาตอบท้าวสหัมบดีพรหมว่า

               พรหม สัตว์เหล่าใดมีโสตประสาท
               จงปล่อยศรัทธามาเถิด
               เรามิได้ปิดประตูอมตธรรมสำหรับสัตว์เหล่านั้น
               แต่เรารู้สึกว่าเป็นการยากลำบาก
               จึงไม่คิดจะแสดงธรรมอันประณีต
               ที่เราคล่องแคล่ว ในหมู่มนุษย์
ทรงรำพึงถึงผู้ควรรับธรรมเทศนา
       [๓๔๐] ราชกุมาร ครั้งนั้น สหัมบดีพรหมทราบว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้ทรงประทานโอกาสเพื่อจะแสดงธรรมแก่เราแล้ว’ จึงถวายอภิวาทอาตมภาพ กระทำประทักษิณแล้วได้หายไปจากที่นั้น
       ราชกุมาร อาตมภาพดำริว่า ‘เราควรแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ใครจักรู้ธรรมนี้ได้ฉับพลัน’ แล้วดำริต่อไปว่า ‘อาฬารดาบส กาลามโคตรนี้ เป็นบัณฑิตฉลาดเฉียบแหลม มีปัญญา มีธุลีในดวงตาน้อยมานาน ทางที่ดี เราควรแสดงธรรมแก่อาฬารดาบส กาลามโคตรก่อน เธอจักรู้ธรรมนี้ได้ฉับพลัน’
       ครั้งนั้น เทวดาองค์หนึ่งเข้ามาหาอาตมภาพแล้วกล่าวว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ                  อาฬารดาบส กาลามโคตร ทำกาละได้ ๗ วันแล้ว’
       อนึ่ง อาตมภาพก็ได้เกิดญาณทัสสนะขึ้นว่า ‘อาฬารดาบส กาลามโคตรทำกาละได้ ๗ วันแล้ว’ จึงดำริว่า ‘อาฬารดาบส กาลามโคตร เป็นผู้มีความเสื่อมจากคุณอันยิ่งใหญ่(๑-) แล้วหนอ เพราะถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้ ก็จะพึงรู้ได้ฉับพลัน’
       อาตมภาพจึงดำริว่า ‘เราควรแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน’ จึงดำริต่อไปว่า ‘อุทกดาบส รามบุตรนี้ เป็นบัณฑิต ฉลาดเฉียบแหลมมีปัญญา มีธุลีในดวงตาน้อยมานาน ทางที่ดี เราควรแสดงธรรมแก่อุทกดาบสรามบุตรก่อน เธอจักรู้ธรรมนี้ได้ฉับพลัน’
       ลำดับนั้น เทวดาองค์หนึ่งเข้ามาหาอาตมภาพแล้วกล่าวว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ              อุทกดาบส รามบุตร ได้ทำกาละเมื่อวานนี้’
       อนึ่ง อาตมภาพก็ได้เกิดญาณทัสสนะขึ้นว่า ‘อุทกดาบส รามบุตร ได้ทำกาละเมื่อวานนี้’      จึงดำริว่า ‘อุทกดาบส รามบุตร เป็นผู้มีความเสื่อมจากคุณอันยิ่งใหญ่แล้วหนอ เพราะถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้ ก็จะพึงรู้ได้ฉับพลัน’

ทรงพบอุปกาชีวก
       [๓๔๑] ราชกุมาร อาตมภาพจึงดำริว่า ‘เราควรแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอใครจักรู้ธรรมนี้ได้ฉับพลัน’ จึงดำริว่า ‘ภิกษุปัญจวัคคีย์มีอุปการะแก่เรามาก ที่ได้เฝ้าปรนนิบัติเราผู้มุ่งบำเพ็ญเพียร ทางที่ดี เราควรแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ก่อน’แล้วดำริต่อไปว่า ‘บัดนี้ ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ’ ก็ได้เห็นภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์
       ราชกุมาร ครั้งนั้น อาตมภาพพักอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาตามความต้องการแล้วจึงหลีกจาริกไปทางกรุงพาราณสี
       ราชกุมาร อาชีวกชื่ออุปกะได้พบอาตมภาพผู้กำลังเดินทางไกล ณ ระหว่างแม่น้ำคยากับต้นโพธิพฤกษ์ ได้ถามเราว่า ‘อาวุโส อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนักผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชอุทิศใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร’
       เมื่ออุปกาชีวกถามอย่างนี้แล้ว อาตมภาพจึงได้กล่าวคาถาตอบอุปกาชีวกว่า
                    ‘เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้ธรรมทั้งปวง
               มิได้แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง
ละธรรมทั้งปวงได้สิ้นเชิง
               หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา ตรัสรู้ยิ่งเอง
               แล้วจะพึงกล่าวอ้างใครเล่า
เราไม่มีอาจารย์เราไม่มีผู้เสมอเหมือน
               เราไม่มีผู้ทัดเทียมในโลกกับทั้งเทวโลก

………………………..
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

วันนี้..วันพระขึ้น15ค่ำเดือน6ปีมะเมีย

วันนี้..วันพระขึ้น15ค่ำเดือน6ปีมะเมีย
………………………………………..,

อานาปานสติระงับได้ซึ่งอกุศลทั้งหลาย

(ทรงปรารภเหตุที่ภิกษุทั้งหลายได้ฆ่าตัวตายบ้าง ฆ่ากันและกันบ้าง เนื่องจากเกิดความอึดอัดระอา เกลียดกายของตน เพราะการปฏิบัติอสุภภาวนา จึงได้ทรงแสดงอานาปานสติสมาธิแก่ภิกษุเหล่านั้น)

ภิกษุทั้งหลาย !
“อานาปานสติสมาธินี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นของรำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร”

และย่อมยังอกุศลธรรมอันเป็นบาป อันเกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไป ให้รำงับไป โดยควรแก่ฐานะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนฝุ่นธุลีฟุ้งขึ้นแห่งเดือนสุดท้ายของฤดูร้อน ฝนหนักที่ผิดฤดูตกลงมา ย่อมทำฝุ่นธุลีเหล่านั้นให้อันตรธานไป ให้รำงับไปได้ โดยควรแก่ฐานะ, ข้อนี้ฉันใด;

ภิกษุทั้งหลาย !
“อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ก็เป็นของระงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร”

และย่อมยังอกุศลธรรมอันเป็นบาป ที่เกิดขึ้นแล้วและเกิดขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไป โดยควรแก่ฐานะได้ ฉันนั้น.

📖 แหล่งที่มา: บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๐๗/๑๓๕๒.

๗. อนัตตลักขณสูตร

๗. อนัตตลักขณสูตร
ว่าด้วยลักษณะแห่งอนัตตา
{๑๒๗}สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคประทับอยู่    ณ    ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  เขตกรุงพาราณสี    ณ    ที่นั้น    พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกพระปัญจวัคคีย์มาตรัสว่า  ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรื่องนี้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย    รูปเป็นอนัตตา    ถ้ารูปนี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้    รูปนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลพึงได้ในรูปว่า    ‘รูปของเราจงเป็นอย่างนี้    รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’    ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา    ฉะนั้น    รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า         ‘รูปของเราจงเป็นอย่างนี้    รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’
เวทนาเป็นอนัตตา    ถ้าเวทนานี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้    เวทนานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลพึงได้ในเวทนาว่า    ‘เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้    เวทนาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’    ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา    ฉะนั้น    เวทนาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลย่อมไม่ได้ในเวทนาว่า    ‘เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้    เวทนาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’
สัญญาเป็นอนัตตา    ถ้าสัญญานี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้    สัญญานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลพึงได้ในสัญญาว่า  ‘สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้    สัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’    ก็เพราะสัญญาเป็นอนัตตา    ฉะนั้น    สัญญาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลย่อมไม่ได้ในสัญญาว่า    ‘สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้    สัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’
สังขารเป็นอนัตตา    ถ้าสังขารนี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้    สังขารนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลพึงได้ในสังขารว่า    ‘สังขารของเราจงเป็นอย่างนี้    สังขารของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’    ก็เพราะสังขารเป็นอนัตตา    ฉะนั้น    สังขารจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  และบุคคลย่อมไม่ได้ในสังขารว่า    ‘สังขารของเราจงเป็นอย่างนี้    สังขารของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’
วิญญาณเป็นอนัตตา    ถ้าวิญญาณนี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้    วิญญาณนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่อ
อาพาธ    และบุคคลพึงได้ในวิญญาณว่า    ‘วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’    ก็เพราะวิญญาณเป็นอนัตตา    ฉะนั้นวิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลย่อมไม่ได้ในวิญญาณว่า    ‘วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้    วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’
ภิกษุทั้งหลาย    เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร    รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง    พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์    พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    มีความแปรผันเป็นธรรมดา    ควรหรือที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า    ‘นั่นของเรา    เราเป็นนั่น    นั่นเป็นอัตตาของเรา”
“ข้อนั้นไม่ควรเลย    พระพุทธเจ้าข้า”
 
           “เวทนา  เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
           “ไม่เที่ยง    พระพุทธเจ้าข้า”
           “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
           “เป็นทุกข์    พระพุทธเจ้าข้า”
           “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    มีความแปรผันเป็นธรรมดา    ควรหรือที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า    ‘นั่นของเรา    เราเป็นนั่น    นั่นเป็นอัตตาของเรา”
           “ข้อนั้นไม่ควรเลย    พระพุทธเจ้าข้า”
 
สัญญา    เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง    พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์    พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    มีความแปรผันเป็นธรรมดา    ควรหรือที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า    ‘นั่นของเรา    เราเป็นนั่น    นั่นเป็นอัตตาของเรา”
           “ข้อนั้นไม่ควรเลย    พระพุทธเจ้าข้า”
 
สังขาร   เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง    พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์    พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    มีความแปรผันเป็นธรรมดา    ควรหรือที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า    ‘นั่นของเรา    เราเป็นนั่น    นั่นเป็นอัตตาของเรา”
           “ข้อนั้นไม่ควรเลย    พระพุทธเจ้าข้า”
 
วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง    พระพุทธเจ้าข้า
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์    พระพุทธเจ้าข้า”
  “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    มีความแปรผันเป็นธรรมดา    ควรหรือที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า    ‘นั่นของเรา    เราเป็นนั่น    นั่นเป็นอัตตาของเรา”
           “ข้อนั้นไม่ควรเลย    พระพุทธเจ้าข้า”
  “ภิกษุทั้งหลาย    เพราะเหตุนั้น    รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคตและปัจจุบัน    ภายในหรือภายนอก    หยาบหรือละเอียด    เลวหรือประณีต    ไกลหรือใกล้ก็ตาม    รูปทั้งหมดนั้น  เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า    ‘นั่นไม่ใช่ของเรา    เราไม่เป็นนั่น    นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
           เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคตและปัจจุบัน   ภายในหรือภายนอก    หยาบหรือละเอียด   เลวหรือประณีต  ไกลหรือใกล้ก็ตาม   เวทนาทั้งหมดนั้น  เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า    ‘นั่นไม่ใช่ของเรา    เราไม่เป็นนั่น                นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
           สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคตและปัจจุบัน    ภายในหรือภายนอก    หยาบหรือละเอียด    เลวหรือประณีต    ไกลหรือใกล้ก็ตาม    สัญญาทั้งหมดนั้น  เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า    ‘นั่นไม่ใช่ของเรา    เราไม่เป็นนั่น             นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
           สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน   ภายในหรือภายนอก    หยาบหรือละเอียด    เลวหรือประณีต     ไกลหรือใกล้ก็ตาม    สังขารทั้งหมดนั้น  เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความจริงอย่างนี้ว่า    ‘นั่นไม่ใช่ของเรา    เราไม่เป็นนั่น                 นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
           วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน    ภายในหรือภายนอก    หยาบหรือละเอียด    เลวหรือประณีต    ไกลหรือใกล้ก็ตาม    วิญญาณทั้งหมดนั้น  เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า‘นั่นไม่ใช่ของเรา    เราไม่เป็นนั่น            นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
ภิกษุทั้งหลาย    อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขาร  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ    เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด    เพราะคลายกำหนัดจิตย่อมหลุดพ้น    เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว    ก็รู้ว่า    ‘หลุดพ้นแล้ว’    รู้ชัดว่า    ‘ชาติสิ้นแล้ว  อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว    ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว    ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
           พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอนัตตลักขณสูตรนี้จบแล้ว    พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดีต่างชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค   เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเวยยากรณภาษิตนี้อยู่   พระปัญจวัคคีย์ก็มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น
 
พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาฯ (ภาษาไทย ๑) เล่มที่ ๑๗  หน้า ๙๔
————————
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

๙. เสทกสูตร

๙. เสทกสูตร
ว่าด้วยธรรมเทศนาที่เสทกนิคม
       [๓๘๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวสุมภะชื่อเสทกะ    แคว้นสุมภะ ณ ที่นั้นแล   พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว คนจัณฑาลผู้เป็นนักไต่ราว ยกไม้ไผ่ขึ้นตั้งไว้แล้วเรียกศิษย์ชื่อ  เมทกถาลิกะมาบอกว่า ‘เมทกถาลิกะผู้สหาย เธอจงขึ้นราวไม้ไผ่แล้วยืนบนคอของเราเถิด’
       ภิกษุทั้งหลาย เมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์รับคำของคนจัณฑาลผู้เป็นนักไต่ราวแล้ว ได้ขึ้นราวไม้ไผ่ ยืนอยู่บนคอของอาจารย์ คนจัณฑาลผู้เป็นนักไต่ราวได้กล่าวว่า‘เมทกถาลิกะผู้สหาย เธอจงรักษาเรา เราก็จักรักษาเธอ เราทั้งสองต่างคุ้มครองรักษากันและกันอย่างนี้     จักแสดงศิลปะ จักได้ลาภ และจักลงจากราวไม้ไผ่โดยความสวัสดี’
       ภิกษุทั้งหลาย เมื่ออาจารย์กล่าวอย่างนี้แล้ว เมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์ได้กล่าวว่า      ‘ท่านอาจารย์ ก็เรื่องนี้ จักเป็นอย่างนั้นหามิได้ ท่านจงรักษาตน ผมก็จักรักษาตนเราทั้งสองต่างคุ้มครองรักษาตนอย่างนี้ จักแสดงศิลปะ จักได้ลาภ และจักลงจากราวไม้ไผ่โดยความสวัสดี”
       พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสนับสนุนว่า “อุบายในเรื่องนั้นมีอยู่” เหมือนศิษย์ชื่อเมทกถาลิกะได้พูดกับอาจารย์ คือ พระองค์ได้ตรัสว่า
       “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงปฏิบัติสติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘จักรักษาตน’ พึงปฏิบัติสติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘จักรักษาผู้อื่น’ บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เมื่อรักษาผู้อื่น     ก็ชื่อว่ารักษาตน
       บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เป็นอย่างไร
       คือ บุคคลเมื่อรักษาตนด้วยการปฏิบัติ ด้วยการเจริญ ด้วยการทำให้มากชื่อว่ารักษาผู้อื่น
       บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เป็นอย่างนี้แล
       บุคคลเมื่อรักษาผู้อื่น ชื่อว่ารักษาตน เป็นอย่างไร
       คือ บุคคลเมื่อรักษาผู้อื่นด้วยความอดทน ด้วยความไม่เบียดเบียน ด้วยจิตเมตตา      ด้วยความเอ็นดู ชื่อว่ารักษาตน
       บุคคลเมื่อรักษาผู้อื่น ชื่อว่ารักษาตน เป็นอย่างนี้แล
       เธอทั้งหลายพึงปฏิบัติสติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘จักรักษาตน’ พึงปฏิบัติสติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘จักรักษาผู้อื่น’
       ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เมื่อรักษาผู้อื่น ก็ชื่อว่ารักษาตน”
 
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๒๔๒
…………………………………
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

อ่านหนังสือวันละหน้า ปี2569 หน้าที่ 4

อ่านหนังสือวันละหน้า ปี2569
หน้าที่ 4

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้
ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้แจ้ง (วิชชา) และความประพฤติที่ดีงาม (จรณะ) อย่างบริบูรณ์

ใช้ความเป็นมนุษย์ที่ค่อยๆเรียนรู้ดูฟัง
จำศึกษาคำสอนเรื่องความเห็นถูกต้องสัมมาทิฏฐิสูตรในพระไตรปิฎก

๙. สัมมาทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยความเห็นชอบ
       [๘๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
       สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี          เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวเรื่องนี้ว่า
       “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย มีคนกล่าวกันว่า ‘สัมมาทิฏฐิ๑- สัมมาทิฏฐิ’ ด้วยเหตุอะไรบ้าง         พระอริยสาวกจึงชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
       ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุ พวกกระผมมาจากที่ไกล ก็เพื่อจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนั้น ในสำนักของท่านพระสารีบุตร พวกกระผมขอโอกาสขอท่านพระสารีบุตร                    จงอธิบายเนื้อความแห่งภาษิตนั้นให้แจ่มแจ้งเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังคำอธิบายของท่านแล้วจักทรงจำไว้ได้”
       ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี กระผมจักกล่าว”
    ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวเรื่องนี้ว่า 
 เรื่องอกุศลและกุศล
       “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อใด พระอริยสาวกรู้ชัดอกุศลและรากเหง้าแห่งอกุศล รู้ชัดกุศลและรากเหง้าแห่งกุศล เมื่อนั้น แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระอริยสาวกก็ชื่อว่า มีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้
  อกุศล เป็นอย่างไร รากเหง้าแห่งอกุศล เป็นอย่างไร กุศล เป็นอย่างไร  รากเหง้าแห่งกุศล เป็นอย่างไร
       อกุศล เป็นอย่างไร
               คือ การฆ่าสัตว์ เป็นอกุศล
               การลักทรัพย์ เป็นอกุศล
               การประพฤติผิดในกาม เป็นอกุศล
               การพูดเท็จ เป็นอกุศล
               การพูดส่อเสียด เป็นอกุศล
               การพูดคำหยาบ เป็นอกุศล
               การพูดเพ้อเจ้อ เป็นอกุศล
               การเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น เป็นอกุศล
               การคิดปองร้ายผู้อื่น เป็นอกุศล
               มิจฉาทิฏฐิ เป็นอกุศล
       นี้เรียกว่า อกุศล
       รากเหง้าแห่งอกุศล เป็นอย่างไร
               คือ โลภะ(ความโลภ) เป็นรากเหง้าแห่งอกุศล
               โทสะ(ความคิดประทุษร้าย) เป็นรากเหง้าแห่งอกุศล
               โมหะ(ความหลง) เป็นรากเหง้าแห่งอกุศล
       นี้เรียกว่า รากเหง้าแห่งอกุศล
       กุศล เป็นอย่างไร
               คือ เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เป็นกุศล
               เจตนางดเว้นจากการลักทรัพย์ เป็นกุศล
               เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม เป็นกุศล
               เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ เป็นกุศล
               เจตนางดเว้นจากการพูดส่อเสียด เป็นกุศล
               เจตนางดเว้นจากการพูดคำหยาบ เป็นกุศล
               เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ เป็นกุศล
               การไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น เป็นกุศล
               การไม่ปองร้ายผู้อื่น เป็นกุศล
               สัมมาทิฏฐิ เป็นกุศล
       นี้เรียกว่า กุศล
       รากเหง้าแห่งกุศล เป็นอย่างไร
               คือ อโลภะ(ความไม่โลภ) เป็นรากเหง้าแห่งกุศล
               อโทสะ(ความไม่คิดประทุษร้าย) เป็นรากเหง้าแห่งกุศล
               อโมหะ(ความไม่หลง) เป็นรากเหง้าแห่งกุศล
       นี้เรียกว่า รากเหง้าแห่งกุศล
       เมื่อใด พระอริยสาวกรู้ชัดอกุศลและรากเหง้าแห่งอกุศลอย่างนี้ รู้ชัดกุศลและรากเหง้าแห่งกุศลอย่างนี้ เมื่อนั้น ท่านละราคานุสัย(กิเลสที่นอนเนื่องคือราคะ) บรรเทาปฏิฆานุสัย(กิเลสที่นอนเนื่องคือปฏิฆะ) ถอนทิฏฐานุสัย(กิเลสที่นอนเนื่องคือทิฏฐิ) และมานานุสัย(กิเลสที่นอนเนื่องคือมานะ) ที่ว่า ‘เป็นเรา’ โดยประการทั้งปวง ละอวิชชาได้แล้ว ทำวิชชาให้เกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้เอง  ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระอริยสาวกก็ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
เรื่องอาหาร
       [๙๐] ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีจริง ขอรับ” แล้วได้ถามปัญหากับท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “อธิบายแม้อย่างอื่นเป็นเหตุชี้บอกว่า พระอริยสาวกชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ จะพึงมีอยู่หรือ”
       ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “พึงมีอยู่ เมื่อใด พระอริยสาวกรู้ชัดอาหารเหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับแห่งอาหาร๑- และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาหารเมื่อนั้น แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระอริยสาวกก็ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรงมีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้
  อาหาร เป็นอย่างไร เหตุเกิดแห่งอาหาร เป็นอย่างไร ความดับแห่งอาหารเป็นอย่างไร         ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาหาร เป็นอย่างไร
       คือ อาหาร ๔ ชนิดนี้ ย่อมมีเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้วหรือเพื่ออนุเคราะห์เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด
       อาหาร ๔ ชนิด อะไรบ้าง คือ
               ๑. กวฬิงการาหาร(อาหารคือคำข้าว) หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง
               ๒. ผัสสาหาร(อาหารคือการสัมผัส)
               ๓. มโนสัญเจตนาหาร(อาหารคือความจงใจ)
               ๔. วิญญาณาหาร(อาหารคือวิญญาณ)
       เพราะตัณหาเกิด เหตุเกิดแห่งอาหารจึงมี
       เพราะตัณหาดับ ความดับแห่งอาหารจึงมี
       อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
               ๑. สัมมาทิฏฐิ     ๒. สัมมาสังกัปปะ
               ๓. สัมมาวาจา     ๔. สัมมากัมมันตะ
               ๕. สัมมาอาชีวะ ๖. สัมมาวายามะ
               ๗. สัมมาสติ       ๘. สัมมาสมาธิ
       นี้แลเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาหารได้
       เมื่อใด พระอริยสาวกรู้ชัดอาหาร เหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับแห่งอาหารและข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาหารอย่างนี้ เมื่อนั้น ท่านละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนทิฏฐานุสัยและมานานุสัยที่ว่า ‘เป็นเรา’ โดยประการทั้งปวงละอวิชชาได้แล้ว ทำวิชชาให้เกิดขึ้น แล้วเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้เองแม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระอริยสาวกก็ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ           มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
เรื่องสัจจะ
       [๙๑] ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีจริง ขอรับ”  แล้วได้ถามปัญหากับท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “อธิบายแม้อย่างอื่นเป็นเหตุชี้บอกว่า พระอริยสาวกชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ จะพึงมีอยู่หรือ”
       ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “พึงมีอยู่ เมื่อใด พระอริยสาวกรู้ชัดทุกข์(สภาวะที่ทนได้ยาก) ทุกขสมุทัย(เหตุเกิดทุกข์) ทุกขนิโรธ(ความดับทุกข์) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา(ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์) เมื่อนั้น แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระอริยสาวกก็ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
       ทุกข์ เป็นอย่างไร ทุกขสมุทัย เป็นอย่างไร ทุกขนิโรธ เป็นอย่างไร ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นอย่างไร
       ทุกข์ เป็นอย่างไร
       คือ ชาติเป็นทุกข์ ชราเป็นทุกข์ มรณะเป็นทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสอุปายาสเป็นทุกข์ การประสบกับอารมณ์อันไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากอารมณ์อันเป็นที่รักเป็นทุกข์ การไม่ได้สิ่งที่ต้องการเป็นทุกข์ ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์๑- ๕ เป็นทุกข์ นี้เรียกว่า ทุกข์
       ทุกขสมุทัย เป็นอย่างไร
       คือ ตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความกำหนัดมีปกติให้เพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ กามตัณหา(ความทะยานอยากในกาม)ภวตัณหา (ความทะยานอยากเป็นนั่นเป็นนี่) วิภวตัณหา(ความทะยานอยากไม่เป็นนั่นเป็นนี่) นี้เรียกว่า ทุกขสมุทัย
       ทุกขนิโรธ เป็นอย่างไร
       คือ ความดับตัณหาไม่เหลือด้วยวิราคะ ความสละ ความสละคืน ความพ้นความไม่อาลัยในตัณหา นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธ
       ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นอย่างไร
       คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
       ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ
       นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
 เมื่อใด พระอริยสาวกรู้ชัดทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอย่างนี้ เมื่อนั้น ท่านละราคานุสัยบรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนทิฏฐานุสัยและมานานุสัยที่ว่า ‘เป็นเรา’ โดยประการทั้งปวง ละอวิชชาได้แล้ว ทำวิชชาให้เกิดขึ้น แล้วเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้เอง แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้พระอริยสาวกก็ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
เรื่องชราและมรณะ
       [๙๒] ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีจริง ขอรับ” แล้วได้ถามปัญหากับท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “อธิบายแม้อย่างอื่นเป็นเหตุชี้บอกว่า พระอริยสาวกชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ จะพึงมีอยู่หรือ”
       ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “พึงมีอยู่ เมื่อใด พระอริยสาวกรู้ชัดชราและมรณะเหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ความดับแห่งชราและมรณะ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ เมื่อนั้น แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระอริยสาวกก็ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิมีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้
       ชราและมรณะ เป็นอย่างไร เหตุเกิดแห่งชราและมรณะ เป็นอย่างไร ความดับแห่งชราและมรณะ เป็นอย่างไร ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ เป็นอย่างไร
ชรา เป็นอย่างไร
       คือ ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยวย่น ความเสื่อมอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า ชรา
มรณะ เป็นอย่างไร
       คือ ความจุติ ความเคลื่อนไป ความทำลายไป ความหายไป ความตายกล่าวคือมฤตยู การทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งร่างกาย ความขาดสูญแห่งชีวิตินทรีย์ของเหล่าสัตว์นั้นๆ จากหมู่สัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า มรณะชราและมรณะดังกล่าวมาแล้ว นี้เรียกว่า ชราและมรณะ
       เพราะชาติเกิด เหตุเกิดแห่งชราและมรณะจึงมี
       เพราะชาติดับ ความดับแห่งชราและมรณะจึงมี
       อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
       ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ
       นี้แลเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ
       เมื่อใด พระอริยสาวกรู้ชัดชราและมรณะ เหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ความดับแห่งชราและมรณะ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะอย่างนี้ เมื่อนั้นท่านละราคานุสัยโดยประการทั้งปวง ฯลฯ เป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระอริยสาวกก็ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
เรื่องชาติ
       [๙๓] ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีจริง ขอรับ”แล้วได้ถามปัญหากับท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “ฯลฯ๑- จะพึงมีอยู่หรือ”
       ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “พึงมีอยู่ เมื่อใด พระอริยสาวกรู้ชัดชาติ เหตุเกิดแห่งชาติ ความดับแห่งชาติ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชาติ เมื่อนั้น แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระอริยสาวกก็ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้
———–
สาธุ สัมมาทิฏฐิ
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

อ่านหนังสือวันละหน้าปี2569 หน้าที่3

อ่านหนังสือวันละหน้าปี2569
หน้าที่3
อนุตตริยะ

การปฏิบัติธรรมแบบมีสติกับธรรม
ถวายมหาสังฆทานภัตตาหารทุกวัน
ทำเองถวายเองเพียรทำเพื่อละความ
ยึดมั่นถือมั่นด้วยใจที่ศรัทธาในพระรัตนตรัย

คณะทำงานเดินมาบอก
“คุณแม่อาหารบนโต๊ะเยอะมากของเราไม่ต้องทำดีไหมคะ”
ฟังเสร็จไม่ได้ตอบอะไรเอาข้าวของที่เตรียมไว้ตั้งเตาทอดต้มแกงผัดตั้งใจถวายห้าอย่างทำเพิ่มอีกสามอย่าง ยกขึ้นตั้งโต๊ะถวายคณะสงฆ์จำนวนห้าร้อยกว่ารูป
โยมเดินมาหาเอาของที่จะถวายวันนี้
มายื่นให้พูดว่า “คุณแม่หนูฝากถวายพระพรุ่งนี้ได้ไหมคะ”
ตอบเขาว่า “หนูมาถึงแล้วได้เห็นพระแล้ว
หนูเอาขึ้นโต๊ะถวายพระเถอะนะคะ”
“หนูฝากคุณแม่ถวายพรุ่งนี้นะคะวันนี้ข้าวของเต็มโต๊ะแล้ว”
เช้านี้มีคนพูดถึงอาหารเยอะมาก เป็นธรรมดาที่อาหารเยอะเพราะคนมีศรัทธาได้เห็นคณะสงฆ์หมู่ใหญ่
ไม่ธรรมดาตรงที่ไม่อยากทำวันนี้
ของมากหรือน้อยไม่สำคัญกับใคร
ที่สำคัญคือไม่มีของเรา
อยากได้บุญแต่ไม่ถึงบุญ
กิเลสในใจมีมากกว่าบุญก็สูญ
ศรัทธาที่มีตั้งแต่แรกล่วงหล่นไปตอนไหนหนอ

บอกกับคณะทำงานว่า แม่ตั้งใจมากที่จะถวายทุกวัน
กว่าจะมาถึงวันนี้แม่สู้กับใจที่มีปฏิฆะความกระทบกระทั่ง
แห่งจิตตลอดเวลาวันนี้แม่ไม่ให้ปฏิฆะคอบงำแน่นอน
————————————
ในพุทธกาลพระผู้มีพระภาคให้พระโมคคัลลานะไปเลื่อนวันถวายภัตตาหาร
   ท่านพระมหาโมคคัลลานะทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว    จึงเข้าไปหาอุบาสกนั้นถึงที่อยู่    ได้กล่าวดังนี้ว่า    “พระนางสุปปวาสา    โกลิยธิดา    ทรงครรภ์อยู่ถึง    ๗    ปีมีพระครรภ์หลงอยู่ถึง    ๗    วัน    บัดนี้    พระนางทรงพระเกษมสำราญ    หายจากพระโรคประสูติพระโอรสผู้ไม่มีโรค    พระนางจึงทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานฉันภัตตาหารเป็นเวลา    ๗    วัน    ขอให้พระนางสุปปวาสา    โกลิยธิดาจัดอาหารถวายตลอด    ๗    วันเถิด    หลังจากนั้น    ท่านจึงจัดอาหารถวาย”
อุบาสกนั้นกราบเรียนว่า    “ท่านขอรับ    ถ้าพระคุณเจ้ามหาโมคคัลลานะจะเป็นผู้ค้ำประกันธรรม    ๓    ประการ    คือ    โภคสมบัติ    ชีวิต    และศรัทธาของกระผมได้    ก็ขอพระนางสุปปวาสา    โกลิยธิดาทรงจัดอาหารถวายตลอด    ๗    วันเถิด    หลังจากนั้นผมจึงจัดอาหารถวาย”    
ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงพูดว่า    “อาตมภาพ    ขอค้ำประกันธรรม    ๒    ประการ    คือ    โภคสมบัติและชีวิตของท่าน    ส่วนศรัทธา    ท่านต้องค้ำประกันเอง”

———————————–
…..ศรัทธาท่านต้องค้ำประกันเอง…..
สร้างกุศลตื่นตีสอง
สมาทานศีลห้า ถวายศรัทธา วิริยะ สติ
สมาธิ ปัญญา แก่พระรัตนตรัย
เตรียมของอาหารผลไม้ขนมน้ำดื่มและทุกอย่างขึ้นรถ เดินทางถวายอาหารบิณฑบาตรพระธุดงค์ออกแต่เช้าเผื่อหลง
เสียงกรนอื้ออึงเหมือนเสียงอึ่งในคืนฝนตก

บางวันไปถึงที่แล้วต้องย้ายเพราะเจ้าของที่ไม่สะดวก ก็ย้ายดีเหมือนกันวันนี้ได้ยกแล้วยกอีกได้บุญหลายรอบ การทำความดีคิดในมุมดี ดีทุกเรื่อง ฝนตกหนักน้ำท่วม
ถนนขาดพระอยู่ในป่า พวกเราเป็นผู้ประสพภัยรถวิ่งไม่ได้ไปไม่ได้ก็นอน
นอนในรถเป็นห่วงพระสงฆ์ฝนตกน้ำป่า
หลาก ตีสี่วิ่งย้อนขึ้นไปหาพระธุดงค์
อุปกรณ์หุงข้าวไม่มี ไม่เป็นไรใช้กาละมัง
หุงข้าวใส่กระติก มีอะไรก็ผัด ต้มเท่าที่ทำได้ เดินทางอีกหน่อย

ไปถึงที่พักฉันท์ฝนยังไม่หยุด จีวรพระเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน ระลึกถึงพระพุทธเจ้า
ที่ให้พระสงฆ์ยึดพระธรรมวินัยเป็นศาสดา
อยู่ดีๆน้ำตาแห่งปิติไหลเต็มลูกนัยตา

พระสงฆ์ฝึกตนขัดเกลากายใจเพื่อการไม่กลับมาเกิดอีกอุกฤษฏ์มาก ผ้าสามผืนบาตรหนึ่งใบพร้อมใจกายที่ศรัทธาในพระธรรมวินัยเลี้ยงชีพด้วยศรัทธาจากญาติโยม
เห็นความประเสริฐของพระรัตนตรัย
เป็นบุญของชีวิตที่เกิดมาได้พบพระพุทธศาสนา ได้อยู่ในอนุตตริยะ6ประการ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุตตริยะ ๖ ประการนี้แล ฯ
          ภิกษุเหล่าใดได้ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ ยินดีในสิกขา นุตตริยะ เข้าไปตั้งการบำรุงเจริญอนุสสติที่ประกอบด้วยวิเวก เป็นแดนเกษม ให้ถึง อมตธรรม ผู้บันเทิงในความไม่ประมาท มีปัญญารักษาตน สำรวมในศีล 
ภิกษุเหล่านั้นแล ย่อมรู้ชัดซึ่งที่เป็นที่ดับทุกข์โดยกาลอันควร ฯ
…………………………………………………………
อนุตตริยะ 6 ภาวะอันเยี่ยม, สิ่งที่ยอดเยี่ยม

1. ทัสสนานุตริยะ (การเห็นอันเยี่ยม )
ได้แก่ การเห็นพระตถาคต และตถาคตสาวก รวมถึงสิ่งทั้งหลาย ที่จะให้เกิดความ เจริญงอกงามแห่งจิตใจ

2. สวนานุตตริยะ (การฟังอันเยี่ยม)
ได้แก่ การสดับธรรมของพระตถาคต ที่แสดงโดยสาวกของตถาคต

3. ลาภานุตตริยะ (การได้อันเยี่ยม)
ได้แก่ การได้ศรัทธาในพระตถาคตและตถาคตสาวก หรือการได้อริยทรัพย์

4. สิกขานุตตริยะ (การศึกษาอันเยี่ยม)
ได้แก่ การฝึกอบรมในศีล สมาธิ ปัญญา ในธรรมวินัย ที่พระตถาคตประกาศแล้ว

5. ปาริจริยานุตตริยะ (การบำเรออันเยี่ยม)
ได้แก่ การบำรุงรับใช้พระตถาคต และตถาคตสาวก 

6. อนุสสตานุตตริยะ (การระลึกอันเยี่ยม)
ได้แก่ การระลึกถึงพระตถาคต และตถาคตสาวก เพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อการตรัสรู้

สรุปคือ การเห็น การฟัง การได้ การศึกษา การช่วยรับใช้ และการรำลึกที่จะเป็น ไปเพื่อความบริสุทธิ์ ล่วงพ้นโสกะปริเทวะ ดับสูญทุกข์โทมนัสเพื่อการบรรลุญายธรรม ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน

สาธุอนุตตริยะ
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

อ่านหนังสือวันละหน้า ปี2569 หน้าที่2

อ่านหนังสือวันละหน้า ปี2569
หน้าที่2

แพ้ท้องอยากกินทุกอย่างออกปากขอเงิน
ทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่ให้ก็ไม่เอา เดินจูงลูกชายเข้าสวนเห็นมะพร้าวหล่นรีบปอก
แบ่งกับลูกกินทั้งเนื้อทั้งน้ำ ยังไม่หายอยาก อดจนคลอดลูกผู้หญิง
ตัวผอมแห้งเสียงร้องไม่ออกเพราะไม่มีแรง

ไม่ต้องนึกถึงความสุขแค่อยู่กับทุกข์ที่บีบคั้นให้รอดในแต่ละวันให้ได้แค่นั้นพอ
ทำไมกรรมถึงยืนหยัดมั่งคงไม่ปลดไม่ปล่อย กรรมลงโทษตลอดเวลาเพราะ
พยาบาท โกรธ ที่เขาไม่มีเมตตา
แค่คิดในใจให้เขาดีด้วยเขาแทบจะเอามีดมาปาดคอ
ตกใจมากไม่เคยพูดอะไร
ทำไมเขาถึงโกรธน่ากลัวมาก แค่คิดผิดขนาดนี้
ถ้าพูดคงตายตั้งแต่วันนั้น

ต้นตอของเรื่องเกิดจากพูดเรี่องพ่อแม่
ที่ไม่ชอบเขา เขาฟังสิ่งที่ได้ยินด้วยความพยาบาท
ทุกวันจะด่าทอเยาะเย้ย
พ่อกับแม่แบบเครียดแค้นชิงชัง

เมื่อสาเหตุเกิดจากเรา จะให้ผู้อื่นมารับแทนเป็นไปไม่ได้ วันสุดท้ายแห่งการจองเวรมาถึง โทสะที่มีมานานกระโจนมีดทำร้ายพ่อต่อหน้าต่อตาบาดแผลที่คมมีดปาดลงด้วยความโกรธทั่วร่างเลือดท่วม
พาพ่อไปหาหมอ อยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา พ่อไม่เอาเรื่องให้จ่ายค่ารักษาเท่านั้น

ชีวิตต้องไปต่อลูกยังเล็กเขาไม่ให้ลูกไม่ให้บ้าน เขาจะเลี้ยงลูกเอง
ผ่านไปหนึ่งเดือนบ้านถูกขายเพื่อแต่งงานใหม่ ลูกไม่มีใครเลี้ยงดู

ทุกคนดำรงค์ชีวิตตามกฎแห่งกรรม
กดดันให้อดอยากคับแค้น ผู้ถูกกระทำรับกรรมไปแล้ว ส่วนผู้กระทำก็อดอยากคับแค้นเพราะถูกความตระหนี่ครอบงำบีบคั้นให้อดอยากเท่าที่มีชีวิตเช่นเดียวกัน

ลูกชายลูกสาวเติบโตจากความบีบคั้น
จนโตมีครอบครัวลูกสาวท้องลูกคนโต
มีสภาพเดียวกับแม่กินอะไรไม่เคยอิ่ม
อดอยากแบบเดียวกัน

สาเหตุของพ่อที่ถูกฟันเพราะพ่อรับจ้างจับหมูให้คนฆ่าเชือดคอที่โรงฆ่าสัตว์
อาชีพที่ต้องเห็นความตายทุกวันยกเว้นวันโกนโรงฆ่าสัตว์หยุด1วัน

อาชีพที่แม่จะพูดเสมอว่าลูกเรียนจบก็เลิก
อยากให้ลูกมีความรู้จะได้ไม่ลำบาก
ตั้งแต่จำความได้ไม่เคยเห็นพ่อแม่ได้นอนหลับอย่างสบายสักวันเดียว

เราก็ไม่เคยได้นอนหลับอย่างสบายดิ้นรนหาเลี้ยงชีพด้วยสมองกับสองมือลำบากพอๆกับที่พ่อแม่เลี้ยงดูเหมือนกัน ค้าขายมีกำไรด้วยวิธีใดนั่นคือความเก่งกาจเพราะความไม่รู้ในกฎแห่งกรรม ความประจวบแห่งธรรมที่เข้าไปเห็นความลำบาก จึงเข้าไปสวมบทบาทแห่งความลำบากสืบมา

ทำมาหากินอย่างขยันขันแข็งล้มเหลวเพราะไม่ซื่อสัตย์คตโกงเพื่อให้ได้มา
ธรรมชาติเอาคืนหมดทุกสิ่งอย่าง
เดินเข้าเส้นทางธรรมหกวันมีฤทธิ์
ใช้เวลากับฤทธิ์เกือบ10ปี

เมื่อมีโอกาสสาธยายพระไตรปิฎก
เห็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนตาม
พยัญชนะหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด
หรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า
คนตาดีจักเห็นรูปได้

พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่อง ขันธ์ 5 เพื่อให้เห็นความจริงของชีวิตว่าเป็นเพียงกระบวนการประกอบกันของ รูปกาย
และ นาม ใจ 5 กอง ที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง อนัตตาการเข้าใจขันธ์ 5 ช่วยให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นและพ้นจากความทุกข์ 

ขันธ์ 5
รูปขันธ์ รูปส่วนที่เป็นร่างกายนั่ง ยืน เดิน นอน ดิน น้ำ ไฟ ลม
เวทนาขันธ์ เวทนาความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ
สัญญาขันธ์ สัญญาความจำได้หมายรู้ จำสิ่งต่างๆ ได้
สังขารขันธ์ สังขารความคิดปรุงแต่งของจิต เช่น โลภ โกรธ หลง
วิญญาณขันธ์ วิญญาณความรู้แจ้งผ่านทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 

วันหนึ่งอยู่ๆความโกรธก็วิ่งเข้ามาที่ใจ
ยกความโกรธขึ้นมาพิจารณาว่าความโกรธไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ดูความโกรธที่เดือดพล่านด้วยสติที่สงบความโกรธค่อยๆคลายดับไป

สาเหตุของความโกรธไม่มีทำไมโกรธได้ รู้เหตุว่าลูกศิษย์ระลึกถึงขอไม่ให้โกรธ คนโกรธตั้งสัญญาถึงเรา ความโกรธของเขาจึงวิ่งมาหา อัศจรรย์หนอแบบนี้คือสิ่งที่
พระพุทธองค์ให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น

ทุกวันนี้สู้กับอภิชฌาคือความอยากได้ของเขาเต็มรูปแบบ
ความประจวบแห่งธรรมเกิดขึ้นอย่างแนบเนียนในวันที่ลูกศิษย์เดือดร้อนเรื่องเงินระลึกถึงเราขอให้เขารอดผ่านความทุกข์ครั้งนี้ใช้ความสงบหายใจเข้าช้าๆ หายใจออกช้าๆ กลั้นลมหายใจ หายใจออก
สติดูผัสสะที่ทำให้ใจดิ้นรน
ระลึกว่าเวทนานี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
ดูลมหายใจเข้าออกจนเวทนาคลายดับไป

เมื่อเข้าใจว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญานไม่ใช่เรา ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นที่กาย
ก็ภาวนาว่าขันธ์5ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น เราไม่เป็นนี่ เอาใจดูความปวดนิ่งๆ ไม่ปรุงแต่ง
ปวดนานแค่ไหนสักพักก็ดับไป
หากไม่รู้ไม่เห็นธรรมก็คงยึดมั่นถือมั่น
จนวันตายไม่มีโอกาสออกจากทุกข์
จากขันธ์5 เกิดมาตายเปล่า
4 ประการที่พระพุทธเจ้าทำไม่ได้
หลักกรรม
1. ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิบากกรรมได้ใครสร้างกรรมไว้ (ดีหรือชั่ว) คนนั้นต้องรับผลเอง พระองค์ไม่สามารถยกกรรมนั้นมาหรือรับแทนได้
2. ปัญญาให้กันไม่ได้ปัญญาเป็นเรื่องการฝึกฝนเฉพาะตน ไม่สามารถถ่ายโอนให้กันได้ เปรียบเหมือนการกินอาหาร ที่ต้องกินเองถึงจะอิ่ม
3. ความจริงแท้ในธรรมะสื่อทางภาษาได้ไม่หมด: ความจริงสูงสุด นิพพานต้องใช้การปฏิบัติจริงเท่านั้น เพื่อให้ประจักษ์ ไม่ใช่แค่การฟังหรืออ่าน
4. ไม่สามารถโปรดคนที่ไม่มีวาสนาได้คนที่ไม่ได้สั่งสมบุญร่วมกันมา หรือคนดื้อดึงที่ไม่ยอมรับหลักธรรม แม้พระพุทธองค์จะอยู่ตรงหน้า ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจให้เข้าใจธรรมได้
………………..
จำไว้ดีๆอารมณ์ปรารถนาใดๆที่เกิดขึ้น
เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจหรือแม้จะเป็นความสุขก็ไม่ใช่เรานะคะ

พรุ่งนี้รออ่านนะคะ
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ

* “วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด” 
————–
วันนี้..วันพระขึ้น15ค่ำเดือน5ปีมะเมีย
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

หน้าต่างที่ ๖ / ๑๒.

หน้าต่างที่ ๖ / ๑๒.

         ๖. เรื่องเศรษฐีชื่อพิฬาลปทกะ [๑๐๐]         
         ข้อความเบื้องต้น         
         พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภเศรษฐีชื่อพิฬาลปทกะ (เศรษฐีตีนแมว) ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส”เป็นต้น.

         ให้ทานเองและชวนคนอื่น ได้สมบัติ ๒ อย่าง         
         ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง ชาวเมืองสาวัตถีพากันถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน โดยเนื่องเป็นพวกเดียวกัน. อยู่มาวันหนึ่ง พระศาสดา เมื่อจะทรงทำอนุโมทนา ตรัสอย่างนี้ว่า
         “อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานด้วยตน (แต่) ไม่ชักชวนผู้อื่น, เขาย่อมได้โภคสมบัติ (แต่) ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้วๆ, บางคนไม่ให้ทานด้วยตน ชักชวนแต่คนอื่น, เขาย่อมได้บริวารสมบัติ (แต่) ไม่ได้โภคสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้วๆ; บางคนไม่ให้ทานด้วยตนด้วย ไม่ชักชวนคนอื่นด้วย, เขาย่อมไม่ได้โภคสมบัติไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้วๆ; เป็นคนเที่ยวกินเดน บางคนให้ทานด้วยตนด้วย ชักชวนคนอื่นด้วย, เขาย่อมได้ทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้วๆ.”

         บัณฑิตเรี่ยไรของทำบุญ         
         ครั้งนั้น บัณฑิตบุรุษผู้หนึ่งฟังธรรมเทศนานั้นแล้ว คิดว่า “โอ! เหตุนี้น่าอัศจรรย์ บัดนี้ เราจักทำกรรมที่เป็นไปเพื่อสมบัติทั้งสอง” จึงกราบทูลพระศาสดาในเวลาเสด็จลุกไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรุ่งนี้ ขอพระองค์จงทรงรับภิกษาของพวกข้าพระองค์.”
         พระศาสดา. ก็ท่านมีความต้องการด้วยภิกษุสักเท่าไร ?
         บุรุษ. ภิกษุทั้งหมด พระเจ้าข้า.
         พระศาสดาทรงรับแล้ว.
         แม้เขาก็เข้าไปยังบ้าน เที่ยวป่าวร้องว่า “ข้าแต่แม่และพ่อทั้งหลาย ข้าพเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เพื่อฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้, ผู้ใดอาจถวายแก่ภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่าใด, ผู้นั้นจงให้วัตถุต่างๆ มีข้าวสารเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่อาหารมียาคูเป็นต้น เพื่อภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่านั้น, พวกเราจักให้หุงต้มในที่แห่งเดียวกันแล้วถวายทาน”

         เหตุที่เศรษฐีมีชื่อว่าพิฬาลปทกะ         
         ทีนั้น เศรษฐีคนหนึ่งเห็นบุรุษนั้นมาถึงประตูร้านตลาดของตน ก็โกรธว่า “เจ้าคนนี้ ไม่นิมนต์ภิกษุแต่พอ (กำลัง) ของตน ต้องมาเที่ยวชักชวนชาวบ้านทั้งหมด (อีก)” จึงบอกว่า “แกจงนำเอาภาชนะที่แกถือมา” ดังนี้แล้ว เอานิ้วมือ ๓ นิ้วหยิบ ได้ให้ข้าวสารหน่อยหนึ่ง ถั่วเขียว ถั่วราชมาษก็เหมือนกันแล.
         ตั้งแต่นั้น เศรษฐีนั้นจึงมีชื่อว่าพิฬาลปทกเศรษฐี. แม้เมื่อจะให้เภสัชมีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น ก็เอียงปากขวดเข้าที่หม้อ ทำให้ปากขวดนั้นติดเป็นอันเดียวกัน ให้เภสัชมีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้นไหลลงทีละหยดๆ ได้ให้หน่อยหนึ่งเท่านั้น.
         อุบาสกทำวัตถุทานที่คนอื่นให้โดยรวมกัน (แต่) ได้ถือเอาสิ่งของที่เศรษฐีนี้ให้ไว้แผนกหนึ่งต่างหาก.

         เศรษฐีให้คนสนิทไปดูการทำของบุรุษผู้เรี่ยไร         
         เศรษฐีนั้นเห็นกิริยาของอุบาสกนั้นแล้ว คิดว่า “ทำไมหนอ เจ้าคนนี้จึงรับสิ่งของที่เราให้ไว้แผนกหนึ่ง?” จึงส่งจูฬุปัฏฐากคนหนึ่งไปข้างหลังเขา ด้วยสั่งว่า “เจ้าจงไป จงรู้กรรมที่เจ้านั่นทำ” อุบาสกนั้นไปแล้ว กล่าวว่า “ขอผลใหญ่จงมีแก่เศรษฐี.” ดังนี้แล้วใส่ข้าวสาร ๑-๒ เมล็ด เพื่อประโยชน์แก่ยาคู ภัตและขนม ใส่ถั่วเขียวถั่วราชมาษบ้าง หยาดน้ำมันและหยาดน้ำอ้อยเป็นต้นบ้าง ลงในภาชนะทุกๆ ภาชนะ.
         จูฬุปัฏฐากไปบอกแก่เศรษฐีแล้ว.
         เศรษฐีฟังคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า “หากเจ้าคนนั้นจักกล่าวโทษเราในท่ามกลางบริษัทไซร้ พอมันเอ่ยชื่อของเราขึ้นเท่านั้น เราจักประหารมันให้ตาย.” ในวันรุ่งขึ้น จึงเหน็บกฤชไว้ในระหว่างผ้านุ่งแล้ว ได้ไปยืนอยู่ที่โรงครัว.

         ฉลาดพูดทำให้ผู้มุ่งร้ายกลับอ่อนน้อม         
         บุรุษนั้นเลี้ยงดูภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ชักชวนมหาชนถวายทานนี้ พวกมนุษย์ข้าพระองค์ชักชวนแล้วในที่นั้น ได้ให้ข้าวสารเป็นต้นมากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังของตน ขอผลอันไพศาลจงมีแก่มหาชนเหล่านั้นทั้งหมด.”
         เศรษฐีได้ยินคำนั้นแล้ว คิดว่า “เรามาด้วยตั้งใจว่า ‘พอมันเอ่ยชื่อของเราขึ้นว่า เศรษฐีชื่อโน้นถือเอาข้าวสารเป็นต้นด้วยหยิบมือให้, เราก็จักฆ่าบุรุษนี้ให้ตาย’, แต่บุรุษนี้ทำทานให้รวมกันทั้งหมด แล้วกล่าวว่า ‘ทานที่ชนเหล่าใดตวงด้วยทะนานเป็นต้นแล้วให้ก็ดี, ทานที่ชนเหล่าใดถือเอาด้วยหยิบมือแล้วให้ก็ดี, ขอผลอันไพศาล จงมีแก่ชนเหล่านั้นทั้งหมด’, ถ้าเราจักไม่ให้บุรุษเห็นปานนี้อดโทษไซร้, อาชญาของเทพเจ้าจักตกลงบนศีรษะของเรา.”
         เศรษฐีนั้นหมอบลงแทบเท้าของอุบาสกนั้นแล้วกล่าวว่า “นาย ขอนายจงอดโทษให้ผมด้วย” และถูกอุบาสกนั้นถามว่า “นี้อะไรกัน?” จึงบอกเรื่องนั้นทั้งหมด.
         พระศาสดาทรงเห็นกิริยานั้นแล้ว ตรัสถามผู้ขวนขวายในทานว่า “นี่อะไรกัน ?”
         เขากราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมดตั้งแต่วันที่แล้วๆ มา.

         อย่าดูหมิ่นบุญว่านิดหน่อย         
         ทีนั้น พระศาสดาตรัสถามเศรษฐีนั้นว่า “นัยว่า เป็นอย่างนั้นหรือ? เศรษฐี.” เมื่อเขากราบทูลว่า “อย่างนั้น พระเจ้าข้า.”
         ตรัสว่า “อุบาสก ขึ้นชื่อว่าบุญ อันใครๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า ‘นิดหน่อย,’ อันบุคคลถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเช่นเราเป็นประธานแล้ว ไม่ควรดูหมิ่นว่า ‘เป็นของนิดหน่อย’ ด้วยว่า บุรุษผู้บัณฑิตทำบุญอยู่ย่อมเต็มไปด้วยบุญโดยลำดับแน่แท้ เปรียบเหมือนภาชนะที่เปิดปากย่อมเต็มไปด้วยน้ำ ฉะนั้น.” ดังนี้แล้ว
         เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๖. มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส น มตฺตํ อาคมิสฺสติ
อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ
อาปูรติ ธีโร ปุญฺญสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินํ.
บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่า ‘บุญมีประมาณน้อยจักไม่มาถึง’
แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมา (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด,
ธีรชน (ชนผู้มีปัญญา) สั่งสมบุญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบุญได้ฉันนั้น.
         แก้อรรถ         
         เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :-
         “มนุษย์ผู้บัณฑิต ทำบุญแล้วอย่าดูหมิ่น คือไม่ควรดูถูกบุญ อย่างนี้ว่า ‘เราทำบุญมีประมาณน้อย บุญมีประมาณน้อยจักมาถึง ด้วยอำนาจแห่งวิบากก็หาไม่. เมื่อเป็นเช่นนี้ กรรมนิดหน่อยจักเห็นเราที่ไหน? หรือว่าเราจักเห็นกรรมนั้นที่ไหน? เมื่อไรบุญนั่นจักเผล็ดผล?’
         เหมือนอย่างว่า ภาชนะดินที่เขาเปิดฝาตั้งไว้ ย่อมเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมา (ทีละหยาดๆ) ไม่ขาดสายได้ฉันใด, ธีรชน คือบุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อสั่งสมบุญทีละน้อยๆ ชื่อว่าเต็มด้วยบุญได้ ฉันนั้น.”
         ในกาลจบเทศนา เศรษฐีนั้นบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว.
         พระธรรมเทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่บริษัทที่มาประชุมกัน ดังนี้แล.

_______________________
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

วันนี้..วันพระขึ้น8ค่ำเดือนสี่ปีมะเส็ง

วันนี้..วันพระขึ้น8ค่ำเดือนสี่ปีมะเส็ง
—-
ร่างกายต้องการอาหาร
ใจก็ต้องการอาหารเช่นเดียวกัน

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

เลิศในเรื่องความหลุดพ้น คืออธิวิมุตติ

ว่าด้วยทรงบันลืออย่างองอาจดังพญาราชสีห์
[๔๐๒] กัสสปะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งพูดเรื่องศีล กล่าวสรรเสริญศีลมากมาย ศีลอันยอดเยี่ยมมีเท่าไร เรายังไม่เห็นผู้จะทัดเทียมเราได้ในเรื่องนั้น จะไปหาผู้ที่ยิ่งกว่าเราจากไหนเล่า ที่แท้ เราผู้เดียวเป็นผู้ล้ำเลิศในศีลอันยอดเยี่ยม คือ อธิศีล

กัสสปะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งพูดเรื่องตบะที่กีดกันกิเลส กล่าวสรรเสริญตบะที่กีดกันกิเลสมากมาย ตบะที่กีดกันกิเลสอย่างยอดเยี่ยมมีเท่าไร เรายังไม่เห็นผู้จะทัดเทียมเราได้ในเรื่องนั้น จะไปหาผู้ที่ยิ่งกว่าเราจากไหนเล่า ที่แท้ เราผู้เดียวเป็นผู้ล้ำเลิศในตบะที่กีดกันกิเลสอันยอดเยี่ยม คืออธิเชคุจฉะ(หมายถึงสมาธิ เช่น ปฐมฌาน กีดกันกิเลสคือนิวรณ์ ๕ ได้ อย่างสงบระงับ)

กัสสปะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งพูดเรื่องปัญญา กล่าวสรรเสริญปัญญาไว้มากมาย ปัญญาอันยอดเยี่ยมมีเท่าไร เรายังไม่เห็นผู้จะทัดเทียมเราได้ในเรื่องนั้นจะไปหาผู้ที่ยิ่งกว่าเราจากไหนเล่า ที่แท้ เราผู้เดียวเป็นผู้ล้ำเลิศในปัญญาอันยอดเยี่ยม คืออธิปัญญา

กัสสปะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งพูดเรื่องความหลุดพ้น กล่าวสรรเสริญความหลุดพ้นไว้มากมาย ความหลุดพ้นอันยอดเยี่ยมมีเท่าไร เรายังไม่เห็นผู้จะทัดเทียมเราได้ในเรื่องนั้น จะไปหาผู้ที่ยิ่งกว่าเราจากไหนเล่า ที่แท้ เราผู้เดียวเป็นผู้ล้ำเลิศในเรื่องความหลุดพ้น คืออธิวิมุตติ
พระไตรปิฎก ฉบับ มจร. เล่มที่ ๙ หน้า ๔๐๒
————–
น้อมกราบพระบริสุทธิ์คุณ
น้อมกราบพระปัญญาธิคุณ
น้อมกราบพระมหากรุณาธิคุณ
เป็นที่พึ่งที่ระลึกของข้าพเจ้าไปจนตลอดชีวิต

แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ