วันอังคารที่27มกราคม 2568

วันอังคารที่27มกราคม 2568
———————
สาธยายพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย
บำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศล
น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตพระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ณ.บ้านเพชรบำเพ็ญ ต.ห้วยทรายเหนือ
อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

ตั้งโรงทานงานปริวาสกรรมปี2569
วันที่20-30มกราคม
ถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์หมู่ใหญ่
ณ.วัดใต้ ต.เมืองคง อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

ถวายภัตตาหารแก่คณะสงฆ์
ณ วัดอุทยานธรรมดงยาง
ต.คลีกลิ้ง อ.ศิลาลาด จ.ศรีสะเกษ

ถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์สามเณร
ณ.วัดดงก้าวกัลยาราม
ต.คลีกลิ้ง อ.ศิลาลาด จ.ศรีสะเกษ

ร่วมถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์สามเณร
ณ.วัดส่วนป่ากตัญญูตาราม อ.พนมไพร
จ.ร้อยเอ็ด

ถวายภัตตาหารเช้าแก่พระสงฆ์สามเณร
ณ.มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย ต.รางพิกุล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
โรงเรียนสามเณรนานาชาติ
ในสังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
__________________
๒. พีชสูตร
ว่าด้วยอุปมาด้วยพืช
           {๑๐๖} เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
           พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    “ภิกษุทั้งหลาย    พืช    ๕    ชนิดนี้    คือ
๑.    พืชเกิดจากเหง้า        ๒.    พืชเกิดจากลำต้น  ๓.    พืชเกิดจากตา      ๔.    พืชเกิดจากยอด
๕.    พืชเกิดจากเมล็ด
           ภิกษุทั้งหลาย    ก็พืช    ๕    ชนิดนี้    ไม่แตกหัก    ไม่เสียหาย    ไม่ถูกลมและแดดทำลาย    มีแก่นสาร    ถูกเก็บไว้อย่างดี    แต่ไม่มีดิน    ไม่มีน้ำ    พืช    ๕    ชนิดนี้พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้หรือ”
           ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า    “ไม่ได้    พระพุทธเจ้าข้า”
           “ภิกษุทั้งหลาย    ก็พืช    ๕    ชนิดนี้    ไม่แตกหัก     ไม่เสียหาย    ไม่ถูกลมและแดดทำลาย    มีแก่นสาร   ถูกเก็บไว้อย่างดี    และมีดินมีน้ำ    พืช    ๕    ชนิดนี้พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้หรือ”
           “ได้    พระพุทธเจ้าข้า”
“ภิกษุทั้งหลาย    เธอทั้งหลายพึงเห็นวิญญาณฐิติ    ๔ (๑-)  เหมือนปฐวีธาตุ    พึงเห็นความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลินเหมือนอาโปธาตุ    พึงเห็นวิญญาณพร้อมด้วยอาหาร(๒-)  เหมือนพืช    ๕    ชนิด 
วิญญาณที่เข้าถึงรูป    เมื่อตั้งอยู่    ก็พึงมีรูปเป็นอารมณ์    มีรูปเป็นที่ตั้ง    เข้าไปเสพเสวยความเพลิดเพลินตั้งอยู่    ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
           วิญญาณที่เข้าถึงเวทนา    เมื่อตั้งอยู่    ก็พึงมีเวทนาเป็นอารมณ์  มีเวทนาเป็นที่ตั้ง    เข้าไปเสพเสวยความเพลิดเพลินตั้งอยู่    ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
           วิญญาณที่เข้าถึงสัญญา    เมื่อตั้งอยู่    ก็พึงมีสัญญาเป็นอารมณ์  มีสัญญาเป็นที่ตั้ง              เข้าไปเสพเสวยความเพลิดเพลินตั้งอยู่    ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
           วิญญาณที่เข้าถึงสังขาร    เมื่อตั้งอยู่    ก็พึงมีสังขารเป็นอารมณ์    มีสังขารเป็นที่ตั้งเข้าไปเสพเสวยความเพลิดเพลินตั้งอยู่    ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
           ภิกษุทั้งหลาย    เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า    ‘เราจักบัญญัติการมา    การไปการจุติ    การอุบัติ    หรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ    เว้นจากรูป    เวทนา สัญญา    สังขาร’
           ภิกษุทั้งหลาย    ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ    ภิกษุละได้แล้ว    เพราะละความกำหนัดได้    อารมณ์จึงขาดสูญ    ที่ตั้งแห่งวิญญาณก็ไม่มี
           ถ้าความกำหนัดในเวทนาธาตุ    ภิกษุละได้แล้ว    เพราะละความกำหนัดได้    อารมณ์จึงขาดสูญ    ที่ตั้งแห่งวิญญาณก็ไม่มี
           ถ้าความกำหนัดในสัญญาธาตุ    ภิกษุละได้แล้ว    เพราะละความกำหนัดได้    อารมณ์จึงขาดสูญ    ที่ตั้งแห่งวิญญาณก็ไม่มี
           ถ้าความกำหนัดในสังขารธาตุ   ภิกษุละได้แล้ว    เพราะละความกำหนัดได้    อารมณ์จึงขาดสูญ    ที่ตั้งแห่งวิญญาณก็ไม่มี
           ถ้าความกำหนัดในวิญญาณธาตุ    ภิกษุละได้แล้ว    เพราะละความกำหนัดได้  อารมณ์จึงขาดสูญ    ที่ตั้งแห่งวิญญาณก็ไม่มี    วิญญาณที่ไม่มีที่ตั้งนั้น    ก็ไม่งอกงาม  ไม่ปรุงแต่งปฏิสนธิ    หลุดพ้นไป    เพราะหลุดพ้นจึงตั้งมั่น    เพราะตั้งมั่นจึงสันโดษ  เพราะสันโดษจึงไม่สะดุ้ง         เมื่อไม่สะดุ้งย่อมดับไปเอง    ภิกษุนั้นรู้ชัดว่า    ‘ชาติสิ้นแล้ว  อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว  ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”

พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาฯ (ภาษาไทย ๑) เล่มที่ ๑๗  หน้า ๗๖
 เชิงอรรถ
๑  วิญญาณฐิติ  ๔  ได้แก่  ขันธ์  ๔  คือ  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  (สํ.ข.อ.  ๒/๕๔/๒๙๙)
๒  วิญญาณพร้อมด้วยอาหาร  หมายถึงกรรมวิญญาณ  ได้แก่  วิญญาณที่สหรคตด้วยตัณหาและทิฏฐิ ที่มีความแปรผันเป็นอารมณ์พร้อมด้วยปัจจัยมีอวิชชาและอโยนิโสมนสิการเป็นต้น  (สํ.ข.อ.  ๒/๕๓/๒๙๙,สํ.ฏีกา  ๒/๗/๒๕๒,  ๕๔/๒๖๖)
 ____________
 แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ