วันอังคารที่ 13 มกราคม 2568

วันอังคารที่ 13 มกราคม 2568
———————
เป็นผู้แทนเจ้าภาพในทิศทั้งสี่
ถวายทานด้วยมือตนเอง
ถวายภัตตาหารแก่คณะสงฆ์โครงการจาริกธุดงค์เฉลิมพระเกียรติปี2568-2569
จุดฉันวันอังคารที่ 13 ม.ค.2569
วัดทักษิณชลธาร ต.ทุ่งกุลา
อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

ถวายน้ำดื่ม9,600ขวดแก่สำนักเรียน
พระปริยัติธรรมวัดโมลีโลกยารามวรวิหาร แขวงวัดอรุณ กรุงเทพมหานคร

ถวายน้ำดื่ม4,800ขวดแก่สำนักเรียนวัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี

สาธยายพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย
บำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศล
น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตพระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ณ.บ้านเพชรบำเพ็ญ ต.ห้วยทรายเหนือ
อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

ถวายภัตตาหารแก่คณะสงฆ์
ณ วัดอุทยานธรรมดงยาง
ต.คลีกลิ้ง อ.ศิลาลาด จ.ศรีสะเกษ

ถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์สามเณร
ณ.วัดดงก้าวกัลยาราม
ต.คลีกลิ้ง อ.ศิลาลาด จ.ศรีสะเกษ

ร่วมถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์สามเณร
ณ.วัดส่วนป่ากตัญญูตาราม อ.พนมไพร
จ.ร้อยเอ็ด

ถวายภัตตาหารเช้าแก่พระสงฆ์สามเณร
ณ.มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย ต.รางพิกุล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
โรงเรียนสามเณรนานาชาติในสังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
…………….
    ๖. เรื่องนางปุณณทาสี [๑๗๙]         
         ข้อความเบื้องต้น         
         พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภทาสีของเศรษฐี กรุงราชคฤห์ ชื่อนางปุณณา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “สทา ชาครมานานํ” เป็นต้น.

         นางปุณณาถวายขนมรำแด่พระพุทธเจ้า         
         ดังได้สดับมา ในวันหนึ่ง เศรษฐีได้ให้ข้าวเปลือกเป็นอันมากแก่นางปุณณานั้น เพื่อประโยชน์แก่อันซ้อม. นางตามประทีปในกลางคืน ซ้อมข้าวเปลือกอยู่ มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ จึงได้ไปยืนตากลมอยู่ ณ ภายนอก เพื่อต้องการพักผ่อน.
         ในสมัยนั้น พระทัพพมัลลบุตรเป็นผู้จัดแจงเสนาสนะเพื่อภิกษุทั้งหลาย ท่านยังนิ้วมือให้สว่างเพื่อภิกษุทั้งหลาย ผู้ฟังธรรมแล้วไปสู่เสนาสนะของตนๆ นิรมิตภิกษุทั้งหลายผู้ไปข้างหน้าๆ เพื่อประโยชน์แก่การแสดงทาง.
         นางปุณณาเห็นภิกษุทั้งหลายผู้เที่ยวไปบนภูเขา ด้วยแสงสว่างนั้น จึงคิดว่า “เราถูกทุกข์ของตัวเบียดเบียน จึงไม่เข้าถึงความหลับ ในเวลาแม้นี้ก่อน. เพราะเหตุไร ท่านผู้เจริญทั้งหลาย “จึงไม่หลับ?” ดังนี้แล้ว ก็ทำความเข้าใจเอาเองว่า “ความไม่ผาสุกจักมีแก่ภิกษุบางรูป, หรืออุปัทวเหตุเพราะงู๑- จักมีในที่นั่นเป็นแน่”
         แต่เช้าตรู่ จึงหยิบรำชุบน้ำให้ชุ่มแล้ว ทำขนมบนฝ่ามือ ปิ้งที่ถ่านเพลิง ห่อไว้ในพก คิดว่า “จักกินขนมที่ทางไปสู่ท่าน้ำ” จึงถือหม้อ เดินบ่ายหน้าไปยังท่าน้ำ.

แม้พระศาสดาก็เสด็จดำเนินไปทางนั้นเหมือนกัน
เพื่อเข้าบ้าน.นางเห็นพระศาสดาแล้ว คิดว่า
         “ในวันอื่นๆ ถึงเมื่อเราพบพระศาสดา ไทยธรรมของเราก็ไม่มี, เมื่อไทยธรรมมี เราก็ไม่พบพระศาสดา. ก็บัดนี้ ไทยธรรมของเราก็มี ทั้งพระศาสดาก็ปรากฏเฉพาะหน้า. ถ้าพระองค์ไม่ทรงคิดว่า “ทานของเราเศร้าหมองหรือประณีต แล้วพึงรับไซร้, เราพึงถวายขนมนี้”
         ดังนี้แล้ว จึงวางหม้อไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลว่า “ขอพระองค์จงทรงรับทานอันเศร้าหมองนี้ ทำการสงเคราะห์แก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า.”
         พระศาสดาทอดพระเนตรดูพระอานนทเถระแล้ว ทรงน้อมบาตรที่ท้าวมหาราชถวายไว้ อันพระอานนทเถระนำออกถวาย รับขนม. แม้นางปุณณาวางขนมนั้นลงในบาตรของพระศาสดาแล้ว ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์
         กราบทูลว่า”ขอธรรมที่พระองค์ทรงเห็นแล้วนั่นแหละ จงสำเร็จแก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า.”
         พระศาสดาประทับยืนอยู่นั่นแหละ ได้ทรงกระทำอนุโมทนาว่า “จงสำเร็จอย่างนั้น.”

         พระศาสดาเสวยขนมของนางปุณณา         
         แม้นางปุณณาก็คิดว่า “พระศาสดาทรงทำการสงเคราะห์แก่เรา รับขนมก็จริง ถึงกระนั้น พระองค์ก็จักไม่เสวยขนมนั้น คงประทานให้แก่กาหรือสุนัขข้างหน้า เสด็จไปยังพระราชมณเฑียรของพระราชาหรือเรือนของมหาอำมาตย์แล้ว จักเสวยโภชนะอันประณีตแน่แท้.”
         แม้พระศาสดาก็ทรงดำริว่า “นางปุณณานั่น คิดอย่างไรหนอแล?” ทรงทราบวาระจิตของนางแล้ว จึงทอดพระเนตรดูพระอานนทเถระ แล้วทรงแสดงอาการที่จะประทับนั่ง. พระเถระได้ปูลาดจีวรถวาย. พระศาสดาได้ประทับนั่งทำภัตกิจ ณ ภายนอกพระนครนั่นเอง. เทพดาในห้องแห่งจักรวาลทั้งสิ้น บีบโอชารสอันสมควรแก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย ให้เหมือนรวงผึ้งแล้ว ใส่ลงในขนมนั้น. ส่วนนางปุณณาได้ยืนแลดูอยู่.
         ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระเถระได้ถวายน้ำ. พระศาสดาทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว ตรัสเรียกนางปุณณามา ตรัสว่า “ปุณณา เพราะเหตุไร เจ้าจึงดูหมิ่นสาวกทั้งหลายของเรา?”
         นางปุณณา. หม่อมฉันมิได้ดูหมิ่น พระเจ้าข้า.
         พระศาสดา. เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าแลดูสาวกทั้งหลายของเราแล้วคิดอย่างไร?
         นางปุณณา. หม่อมฉันคิดเท่านี้ว่า เราไม่ถึงความหลับ ก็เพราะอุปัทวันตรายคือทุกข์นี้ก่อน ท่านผู้เจริญทั้งหลายไม่เข้าถึงความหลับ เพื่ออะไรกัน ความไม่ผาสุกจักมีแก่ภิกษุบางรูป หรืออุปัทวันตรายเพราะงูจักมีเป็นแน่ พระเจ้าข้า.
สาวกของพระพุทธเจ้าตื่นเสมอ         
         พระศาสดาทรงสดับคำของนางปุณณานั้นแล้ว จึงตรัสว่า “ปุณณา เจ้าไม่หลับ เพราะอันตรายคือทุกข์ของตัวก่อน, ส่วนสาวกทั้งหลายของเรา ไม่หลับ เพราะความเป็นผู้ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมเครื่องตื่นอยู่ทุกเมื่อ”
         ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๖. สทา ชาครมานานํ อโหรตฺตานุสิกฺขินํ
นิพฺพานํ อธิมุตฺตานํ อตฺถํ คจฺฉนฺติ อาสวา.
อาสวะทั้งหลาย ของผู้ตื่นอยู่ทุกเมื่อ มีปกติตามศึกษา
ทั้งกลางวันกลางคืน น้อมไปแล้วสู่พระนิพพาน ย่อม
ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้.
      ภิกษุพากันสรรเสริญพระศาสดา         
         พระศาสดา ครั้นทรงทำภัตกิจด้วยขนมปิ้งที่ถ่านเพลิง ซึ่งทำด้วยรำแล้ว ได้เสด็จไปวิหาร.
         ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมที่ทำได้ยากอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงทำภัตกิจ ด้วยขนมปิ้งซึ่งทำด้วยรำอันนางปุณณาถวาย ทรงทำแล้ว.”
         พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอแล? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ด้วยเรื่องชื่อนี้” ดังนี้แล้ว
         จึงตรัสว่า “ไม่ใช่ในบัดนี้เท่านั้น ภิกษุทั้งหลาย ถึงในก่อน เราก็บริโภครำที่นางปุณณานี้ให้แล้วเหมือนกัน
———–
..สาวกของพระพุทธเจ้าตื่นเสมอ..        
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ