วันนี้..วันพระแรม8ค่ำเดือนยี่ปีมะเส็ง

วันนี้..วันพระแรม8ค่ำเดือนยี่ปีมะเส็ง
———-

๓. เผณปิณฑูปมสูตร
ว่าด้วยอุปมาด้วยกลุ่มฟองน้ำ
          [๙๕]    สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคประทับอยู่    ณ    ฝั่งแม่น้ำคงคา    เขตเมืองอยุชฌา    ณ    ที่นั้น    พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า
           “ภิกษุทั้งหลาย    แม่น้ำคงคานี้พึงพัดฟองน้ำกลุ่มใหญ่มา    บุรุษผู้มีตาดีก็จะพึงเห็น    เพ่ง    พิจารณาฟองน้ำกลุ่มใหญ่นั้นโดยแยบคายได้    เมื่อเขาเห็น    เพ่ง  พิจารณาฟองน้ำกลุ่มใหญ่นั้นโดยแยบคาย    ฟองน้ำก็จะพึงปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า  หาสาระมิได้เลย    สาระในฟองน้ำจะมีได้อย่างไร    แม้ฉันใด    รูปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกัน    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน  เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลและใกล้ก็ตาม  ภิกษุเห็น    เพ่ง    พิจารณารูปนั้นโดยแยบคาย    เมื่อเธอเห็น    เพ่ง    พิจารณารูปนั้นโดยแยบคาย    รูปก็จะปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลย    สาระในรูปจะมีได้อย่างไร
           เมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกในสารทฤดู    ฟองน้ำเกิดขึ้นและดับไปบนผิวน้ำ    บุรุษผู้มีตาดีก็พึงเห็น    เพ่ง    พิจารณาฟองน้ำนั้นโดยแยบคายได้    เมื่อเขาเห็น    เพ่ง    พิจารณาฟองน้ำนั้นโดยแยบคาย    ฟองน้ำก็จะพึงปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลย  สาระในฟองน้ำนั้นจะมีได้อย่างไร    แม้ฉันใด    เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกัน    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม    ภิกษุเห็น    เพ่ง พิจารณาเวทนานั้นโดยแยบคาย    เมื่อเธอเห็น    เพ่ง    พิจารณาเวทนานั้นโดยแยบคาย  เวทนาก็จะปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลย    สาระในเวทนาจะมีได้อย่างไร
           เมื่อเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อนยังอยู่    พยับแดดระยิบระยับในเวลาเที่ยง    บุรุษผู้มีตาดีก็จะพึงเห็น    เพ่ง    พิจารณาพยับแดดนั้นโดยแยบคายได้    เมื่อเขาเห็น    เพ่ง  พิจารณาพยับแดดนั้นโดยแยบคาย    พยับแดดก็จะปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า   หาสาระมิได้เลย  สาระในพยับแดดจะมีได้อย่างไร    แม้ฉันใด    สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกัน   ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอกหยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม    ภิกษุเห็น    เพ่ง  พิจารณาสัญญานั้นโดยแยบคาย    เมื่อเธอเห็น    เพ่ง    พิจารณาสัญญานั้นโดยแยบคาย  สัญญาก็จะปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลย    สาระในสัญญาจะมีได้อย่างไร
           บุรุษผู้ต้องการแก่นไม้เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้    ถือขวานที่คมเข้าไปสู่ป่า  เขาเห็นต้นกล้วยใหญ่    ตรง    กำลังรุ่น    ไม่มีแก่นในป่านั้น  จึงตัดโคน    ตัดปลาย    แล้วปอกกาบออก    เขาปอกกาบออกแล้ว    ไม่ได้แม้กระพี้ในต้นกล้วยนั้น    จะได้แก่นแต่ที่ไหนเล่า    บุรุษผู้มีตาดีก็จะเห็น    เพ่ง    พิจารณาต้นกล้วยนั้นโดยแยบคายได้    เมื่อเขาเห็น    เพ่ง    พิจารณาต้นกล้วยนั้นโดยแยบคาย    ต้นกล้วยก็จะพึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า    หาแก่นมิได้เลย    แก่นในต้นกล้วยจะมีได้อย่างไร    แม้ฉันใด    สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกัน    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน    เป็นภายในหรือภายนอกหยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต             ไกลหรือใกล้ก็ตาม    ภิกษุเห็น    เพ่ง    พิจารณาสังขารนั้นโดยแยบคาย    เมื่อเธอเห็น    เพ่งพิจารณาสังขารนั้นโดยแยบคาย    สังขารก็จะปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลย    สาระในสังขารทั้งหลายจะมีได้อย่างไร
           นักมายากลหรือลูกมือนักมายากล  แสดงมายากลที่ทางใหญ่    ๔    แพร่ง    บุรุษผู้มีตาดีก็จะพึงเห็น    เพ่ง    พิจารณามายากลนั้นโดยแยบคายได้    เมื่อเขาเห็น    เพ่ง  พิจารณามายากลนั้นโดยแยบคาย    มายากลก็จะพึงปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลย    สาระในมายากลจะมีได้อย่างไร    แม้ฉันใด    วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกัน    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน    เป็นภายในหรือภายนอกหยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต               ไกลหรือใกล้ก็ตาม ภิกษุเห็น    เพ่ง    พิจารณาวิญญาณนั้นโดยแยบคาย    เมื่อเธอเห็น    เพ่ง    พิจารณาวิญญาณนั้นโดยแยบคาย    วิญญาณก็จะปรากฏเป็นของว่าง    เปล่า    หาสาระมิได้เลยสาระในวิญญาณจะมีได้อย่างไร
           ภิกษุทั้งหลาย    อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขาร    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ    เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด    เพราะคลายกำหนัด    จิตย่อมหลุดพ้น    เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว    ก็รู้ว่า    ‘หลุดพ้นแล้ว’    รู้ชัดว่า    อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว    ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
           พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว    จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
“พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์
                                ทรงแสดงแล้วว่า    ‘รูปอุปมาด้วยกลุ่มฟองน้ำ
                              เวทนาอุปมาด้วยฟองน้ำ    สัญญาอุปมาด้วยพยับแดด
                                สังขารอุปมาด้วยต้นกล้วย    และวิญญาณอุปมาด้วยมายากล
                                          ภิกษุเพ่งพิจารณาเห็นขันธ์    ๕    นั้นโดยแยบคายด้วยประการใด  ๆ
                                ขันธ์    ๕    นั้น    ก็ปรากฏเป็นของว่างเปล่าด้วยประการนั้นๆ
                                          การละธรรม    ๓    ประการซึ่งพระพุทธเจ้า
                                ผู้ทรงมีปัญญาดุจแผ่นดิน    ทรงปรารภกายนี้    แสดงไว้แล้ว
                                ท่านทั้งหลาย    จงดูรูปที่บุคคลทิ้งแล้ว
                                          เมื่อใด    อายุ    ไออุ่น    และวิญญาณละกายนี้
                               เมื่อนั้น    กายนี้ก็ถูกทอดทิ้ง    นอนเป็นเหยื่อของสัตว์อื่น
                               ปราศจากเจตนา    ความสืบต่อเป็นเช่นนี้
                               นี้เป็นมายากลสำหรับหลอกลวงคนโง่
                               ขันธ์    ๕    เปรียบเหมือนเพชฌฆาต
                               เราบอกแล้ว    สาระในขันธ์    ๕    นี้ไม่มี
ภิกษุผู้ปรารภความเพียร    มีสติ    มีสัมปชัญญะ
            พึงพิจารณาขันธ์ทั้งหลายอย่างนี้ทั้งกลางวันและกลางคืน
            ภิกษุเมื่อปรารถนาบทอันไม่จุติ๑
            พึงละสังโยชน์๒ทั้งปวง    ทำที่พึ่งแก่ตน
            ประพฤติดุจบุคคลถูกไฟไหม้ศีรษะฉะนั้น”

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]  หน้า ๑๘๐