วันนี้..วันพระแรม 8 ค่ำเดือนสิบ ปีมะเส็ง

วันนี้..วันพระแรม 8 ค่ำเดือนสิบ ปีมะเส็ง
—————–
หน้าที่ของพุทธบริษัทสี่ ทำความประเสริฐสิบประการให้มีในตน

พุทธานุสติ
ข้าพเจ้ามีศรัทธาเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า
“แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค”

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ
ทรงจำข้าพเจ้าว่าเป็นผู้สมควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม

ธัมมานุสติ
ข้าพเจ้ามีศรัทธาเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า
“พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มี พระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตนอันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน“

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญทรงจำข้าพเจ้าว่า
ข้าพเจ้าน้อมธรรมเข้ามาในตนเห็นธรรมแจ่มแจ้งไม่จำกัดกาล

สังฆานุสติ
ข้าพเจ้ามีศรัทธาเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติถูกต้อง ปฏิบัติสมควร ได้แก่อริยบุคคล 4 คู่ คือ 8 บุคคล พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคนี้ เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก“

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญทรงจำข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าถวายปัจจัยสี่ อันสมควรแก่พระสงฆ์สาวกผู้รักษาพระธรรมวินัยด้วยศรัทธาอันตั้งมั่นสม่ำเสอ

ศีลานุสติ
ข้าพเจ้ามีศรัทธาเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในการรักษาศีล5
เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
เว้นขาดจากการลักทรัพย์
เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม
เว้นขาดจากการพูดเท็จ หรือส่อเสียด
เว้นขาดจากการดื่มสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
เป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหา
ทิฐิไม่ยึดถือ เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ

จาคานุสตื
ข้าพเจ้ามีศรัทธาเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในจาคะระลึกถึงจาคะว่า
เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ
เมื่อหมู่สัตว์ถูกมลทินคือความตระหนี่กลุ้มรุม เรามีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่ อยู่ครองเรือน
เป็นผู้มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการเสียสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน

เทวดานุสติ
ข้าพเจ้ามีศรัทธาเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในเทวานุภาพแห่งเทวดา
เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยศรัทธาเช่นใด
เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยศีลเช่นใด
เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยสุตะเช่นใด
เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยจาคะเช่นใด
เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยปัญญาเช่นใด
แม้ของเราก็เจริญอยู่ด้วยศรัทธา ศีล
สุตะ จาคะ และปัญญา ของเราเช่นเดียวกันขอเทวดาทั้งหลายทั้งหมื่นจักรวาลจงมาร่วมอนุโมทนาและมีส่วน
ในกุศลทั้งหลายเป็นอัศจรรย์

มรณานุสติ: 
ข้าพเจ้าระลึกถึงความตายที่จักต้องมาถึง
บำเพ็ญเพียรรักษาศีล เจริญสุตะ
เจริญจาคะ ตั้งสัจจะรักษากุศลกรรมบท
หนทางแห่งกรรมดี 10 ประการ
กายกรรม 3 ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ไม่ประพฤติผิดในกาม
วจีกรรม 4 ไม่พูดเท็จไม่พูดส่อเสียดไม่พูดหยาบคายไม่พูดเพ้อเจ้อ
มโนกรรม 3 ไม่โลภอยากได้ของเขาไม่พยาบาทปองร้าย มีความเห็นชอบตามธรรม

อานาปานสติ: 
ข้าพเจ้ามีสติกำหนดลมหายใจเข้าออก
ด้วยสติปัฏฐานสี่ เห็นความเกิดดับ
ของจิตที่ถูกปรุงแต่งด้วยวิบากกิเลส
กรรม มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
ด้วยกายานุปัสสนา
มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เวทนานุปัสสนา
มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
จิตตานุปัสสนา
มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
ธัมมานุปัสสนา
มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เห็นตามความเป็นจริงว่าหายใจเข้าสั้นก็รู้ว่าสั้น
หายใจออกยาวก็รู้ว่ายาวมีสติเห็นตามความเป็นจริงของกฎไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

กายคตาสติ: 
ข้าพเจ้าระลึกถึงร่างกาย พิจารณาตลอดผืนหนังของกาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เห็นความไม่งามตามความจริงว่ากายนี้ดุจซากศพในป่าช้า ขณะที่
ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ดิ้นรนผูกพันอยู่ในกามคุณไร้แก่นสาร ‘กายมีอยู่’ ก็เพียงเพื่ออาศัยเจริญญาณ เจริญสติเท่านั้น ไม่อาศัยตัณหาและทิฏฐิอยู่ และไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆ ในโลก

อุปสมานุสติ: 
ข้าพเจ้าระลึกถึงคุณของพระนิพพาน
ด้วยพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ
ศีลลานุสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ มรณานุสติ อาปานานุสติ กายคตาสติ อุปสมานุสติ
เป็นอารมณ์ เพื่อเข้าสู่พระนิพพาน
หากแม้ชาตินี้ยังไม่นิพพาน ขอให้ข้าพเจ้า
อย่าพบกับความไม่มีทรัพย์ ทั้งทรัพย์ภายนอกและทรัพย์ภายใน
ขอให้ข้าพเจ้ามีเพื่อเลี้ยงดูบิดามารดาญาติสาโลหิต
ขอให้ข้าพเจ้ามีเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
จนกว่าจะถึงกาลอันควรเพื่อเข้าสู่พระนิพพานในกาลปัจจุบัน
——–
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ