ความไม่โกรธ

ความไม่โกรธ

ในอดีตกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ ชื่อว่า "กุณฑลกุมาร" ท่านศึกษาเล่าเรียนจนแตกฉานในศิลปะทุกอย่าง พอบิดามารดาละโลกไปแล้ว 

ท่านก็ได้ พิจารณาดูกองมรดก จึงเห็นว่า สมบัติที่พ่อแม่และ หมู่ญาติหามาได้ ก็ใช้ได้เฉพาะในภพชาตินี้เท่านั้น ไม่มีใครนำติดตัวไปในปรโลกได้เลย

ท่าน จึงตัดสินใจเปิดคลังสมบัติทั้งหมดบริจาคมหาทานตลอด ๗ วัน จากนั้นก็เข้าป่าหิมพานต์ เพื่อไปบวชเป็นฤๅษี พอบวชแล้วได้ชื่อใหม่ว่า “ขันติวาทีดาบส” บำเพ็ญตบะอยู่ตามลำพัง

วันหนึ่งท่านออกจากป่าเข้าไปเที่ยวภิกขาจารในกรุงพาราณสี เสนาบดีท่านหนึ่งเห็นกิริยาอาการของท่านแล้ว บังเกิดความเลื่อมใส จึงน้อมถวาย ภัตตาหารด้วยความเคารพ และถือโอกาสอาราธนา ท่านให้พักอยู่ในพระราชอุทยาน

อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ากลาปุทรงดื่มน้ำจัณฑ์จนมึนเมาในพระราชอุทยาน แล้วทรงบรรทมบนตักของสนมคนโปรด นางหนึ่ง ส่วนพวกหญิงนักฟ้อนคนอื่น ๆ ก็พากันขับร้องให้พระองค์บันเทิงสำราญพระทัย

พอพระเจ้ากลาปุบรรทมหลับไป พวกหญิงนักฟ้อนก็ชวนกันไปเดินเล่นในสวน เผอิญได้พบฤาษีโพธิสัตว์ จึงชักชวนกันไปฟังธรรม ในขณะที่พวกนางกำลังฟังธรรมอยู่นั้น

พระราชาก็ทรงตื่นบรรทม เพราะนางสนมคนโปรดที่ทรงหนุนตักขยับตัว เมื่อทรงตื่นแล้วไม่เห็นนางสนมเหล่านั้น ก็ทรงพิโรธมาก

ทรงถือพระขรรค์เสด็จไปหาพระดาบสด้วยความโกรธ หมายจะตัดหัว เมื่อไปถึงก็ตรัสถามว่า
ท่านดาบส ท่านมีปกติสรรเสริญคุณธรรมอะไร พระดาบสทูลว่า มหาบพิตร อาตมาเป็นขันติวาทะ กล่าวยกย่องขันติธรรม พระราชาตรัสถามต่อว่า ที่ชื่อว่าขันตินั้นคืออะไร

     พระดาบสตอบว่า
“ขันติก็คือความไม่โกรธ ไม่ผูกพยาบาท แม้มีใครมาประทุษร้ายก็รักษาจิตให้สงบ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบ”

พระราชาได้ฟังดังนั้น จึงตรัสว่า ประเดี๋ยวเถอะ เราจะได้เห็นขันติของท่าน แล้วรับสั่งให้เรียกเพชฌฆาตมาเพชฌฆาตเดินถือขวาน แซ่หนาม และสวมพวงมาลัยแดง

เมื่อมาถึง พระราชาตรัสรับสั่งว่า เจ้าจงจับดาบสนี้ให้นอนคว่ำลงกับพื้น แล้วเอาแซ่หนาม เฆี่ยนตามตัว ๒,๐๐๐ ครั้ง เพชฌฆาตก็ทำตามรับสั่ง

พระดาบสมิได้คิดประทุษร้ายต่อเพชฌฆาตเลย เพราะท่านหวังจะเพิ่มขันติบารมี เนื้อหนังของพระโพธิสัตว์ ขาดแหว่งไปทั่ว โลหิตไหลเนืองนอง เจ็บปวดทรมาน แสนสาหัส แต่ท่านก็ไม่ปริปากโอดครวญ

     พระราชาตรัสถามซํ้าอีกว่า ท่านดาบส ท่านยังยกย่องอะไรอีก พระโพธิสัตว์ก็ทูลยืนยันตามเดิมว่า มหาบพิตร อาตมายกย่องขันติธรรม ขันติไม่ได้อยู่ที่ผิวหนังหรอก ขันติของอาตมาอยู่ภายในใจ แม้พระองค์ก็ไม่อาจแลเห็นได้

พระราชาทรงกริ้วมาก จึงรับสั่งให้เพชฌฆาตตัดมือทั้งสองข้างของดาบส เพชฌฆาตก็ใช้ขวานตัดมือทั้งสองข้าง จากนั้นก็ตัดที่ข้อเท้าทั้งสอง

โลหิตสด ๆ ไหลออกจากปลาย ข้อมือและข้อเท้าเหมือนสายน้ำที่รั่วไหลออกจากท่อ พระราชาตรัสถามอีกว่า

“ขันติท่านอยู่ตรงไหน”

พระโพธิสัตว์ก็ยังทูลเหมือนเดิมว่า

“ขันติอยู่ที่ใจ แต่ พระองค์สำคัญว่าขันติมีอยู่ที่ปลายมือปลายเท้าของอาตมา ขันติไม่ได้อยู่ตรงนี้ เพราะขันติของอาตมาตั้งอยู่ภายในใจ ที่ลึกซึ้งเกินกว่าพระองค์จะเข้าพระทัยได้”

     จากนั้นพระราชาตรัสสั่งให้เพชฌฆาตตัดหูและจมูกพระโพธิสัตว์ ทำให้ทั่วทั้งร่างกายมีแต่โลหิต ไหลเจิ่งนองไม่หยุด แม้จะได้รับทุกข์ทรมานปางตาย แต่พระดาบสก็ไม่ยอมโต้ตอบ เพราะปรารถนาจะเพิ่มพูนขันติบารมี

ฝ่ายพระราชาเมื่อไม่สาแก่พระทัย จึงตรัสประชดประชันว่า ท่านผู้เดียวจงยกย่องเชิดชู ขันติธรรมต่อไปเถอะ แล้วเอาพระบาทกระทืบยอดอกพระดาบส แล้วเสด็จจากไปอย่างไม่ไยดี

     เมื่อพระราชาเสด็จไปแล้ว ท่านเสนาบดีเกรงว่า พระดาบสผู้มีฤทธานุภาพจะโกรธ และอาจบันดาลให้เมืองทั้งเมืองพังพินาศไปได้ จึงรีบเข้ามาเช็ดเลือด และประคองร่างของพระโพธิสัตว์

เก็บรวบรวมอวัยวะ ต่าง ๆ แล้วขอให้ท่านได้อดโทษต่อพระราชาและ ทุก ๆ คน พระโพธิสัตว์ผู้มีมหากรุณาอยู่แล้วจึงบอกว่า

“พระราชาพระองค์ใดรับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของเรา ขอพระองค์จงทรงพระชนม์ยั่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญยิ่ง ๆ ขึ้นไป อาตมภาพ ไม่มีความโกรธเคืองในพระราชาแม้เพียงเล็กน้อย ขอพระองค์ทรงพระเจริญเถิด”

     ฝ่ายพระราชาเมื่อเสด็จไปลับตาพระโพธิสัตว์เท่านั้น มหาปฐพีซึ่งหนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ ก็ไม่สามารถจะรองรับกรรมหนักของพระราชาได้ จึงแยกตัวออก เปลวไฟจากอเวจีมหานรกก็แลบออกมา เผาไหม้พระองค์

และทรงถูกธรณีสูบลงไปเสวยวิบากกรรมในอเวจีมหานรกทันที

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในวันนั้นเอง
…………………………………………………………………………

ขันติของท่านในครั้งนั้นเป็น
“ขันติปรมัตถบารมี”
เพราะแม้ถูกเบียดเบียนถึงชีวิตก็อดทนไม่โกรธตอบ

     เราจะเห็นว่า กว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าเพื่อนำตนและสรรพสัตว์ไปสู่ฝั่งนิพพาน ต้องอาศัยขันติธรรมเป็นอย่างมาก

คำว่า ขันติ ต้องเป็นความ อดทนด้วยจิตที่เป็นกุศลเท่านั้น เช่น แม้ถูกเบียดเบียน ก็ไม่โกรธ ไม่ทำร้ายตอบ แต่รักษาใจเป็นปกติ ไม่ขุ่นเคือง และมีเมตตา

….ส่วนการนิ่งเงียบ ไม่โต้ตอบ แต่ภายในใจแค้นเคืองลุกเป็นไฟเพื่อรอตอบโต้ภายหลัง …อย่างนี้ไม่จัดเป็นขันติ เพราะถือว่าจิตยังเจือด้วยอกุศล

..ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ..

ความศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นบ่อเกิดของวาสนาและโภคทรัพย์

ในกรุงราชคฤห์ มีช่างจัดดอกไม้คนหนึ่ง ชื่อ “สุมนะ” ทุกๆ เช้า เขาจะนำดอกมะลิ ๘ ทะนาน ไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร และจะได้ทรัพย์มาเป็นค่าดอกไม้วันละ ๘ กหาปณะเป็นประจำ

    วันหนึ่ง ขณะที่เขาถือดอกไม้จะนำไปถวายพระราชา พระบรมศาสดาเสด็จมาบิณฑบาต พร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์จำนวนมาก พระพุทธองค์ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีออกจากพระวรกาย

นายสุมนะเห็นแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธามาก อยากจะถวายดอกมะลิทั้ง ๘ ทะนาน ที่ถืออยู่ในมือ เพื่อเป็นพุทธบูชา

    เขาคิดว่า

“ถ้าหากพระราชาไม่ได้รับดอกไม้เหล่านี้ในวันนี้ เราอาจจะถูกประหาร หรือถูกเนรเทศออกจากแว่นแคว้นก็ได้ แต่ก็ช่างเถอะ เพราะถึงพระราชาจะทรงอนุเคราะห์เรา ด้วยการพระราชทานทรัพย์เป็นค่าดอกไม้ ก็คงพอเลี้ยงชีวิตได้แค่ในภพชาตินี้เท่านั้น แต่การบูชาพระบรมศาสดาด้วยดอกไม้เหล่านี้ จะทำให้เราได้รับความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า”

เขาคิดอย่างนี้แล้วก็ตัดสินใจสละชีวิต โปรยดอกไม้ทั้ง ๘ ทะนาน บูชาพระบรมศาสดาทันที ทันใดนั้น สิ่งอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น คือ ดอกมะลิทั้ง ๘ ทะนาน

ไม่ได้ตกถึงพื้นดินเลย ดอกมะลิ ๒ ทะนาน
ได้กลายเป็นเพดานดอกไม้ แผ่อยู่เหนือพระเศียรของพระบรมศาสดา

อีก ๒ ทะนาน แผ่เป็นกำแพงดอกไม้ลอยอยู่ข้างขวา และ ๒ ทะนานอยู่ข้างซ้าย

ส่วนอีก ๒ ทะนาน อยู่ข้างหลัง กำแพงดอกไม้ทั้งหมดนี้ ลอยไปพร้อมกับพระบรมศาสดา

เมื่อพระพุทธองค์ทรงพระดำเนิน กำแพงดอกมะลิทั้งหมดก็ลอยตามไป เมื่อประทับยืน กำแพงดอกมะลิก็หยุดอยู่กับที่เหมือนกัน

    นายสุมนะเห็นดังนั้น เกิดความปีติปราโมทย์เป็นอย่างยิ่ง ได้ถวายบังคมพระบรมศาสดา แล้วกลับไปยังเรือนของตน เมื่อกลับไปถึงบ้าน ภรรยาของเขาถามหาดอกไม้สำหรับพระราชา 

เขาตอบว่า

“ถวายพระบรมศาสดาไปแล้ว”

    ภรรยาถามอีกว่า

“แล้วจะหาดอกไม้ที่ไหนไปถวายพระราชาล่ะ”

    เขาตอบว่า 

“ฉันได้ตัดสินใจแล้วว่า ยอมสละชีวิตถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระบรมศาสดา ถ้าพระราชาจะลงพระอาญาอย่างไร ฉันก็ยอม”

    ภรรยาเขาเกิดความกลัวในพระอาญา จึงต่อว่าสามีว่า "ทำไมโง่อย่างนี้ ! เธอไม่รู้หรอกหรือว่า ธรรมดาพระราชาจะให้คุณหรือโทษ พระองค์ก็ทำได้อย่างเต็มที่ ถ้าทำให้พระองค์กริ้วเพียงครั้งเดียว ก็อาจเกิดความพินาศได้ ฉันไม่ยอมรับกรรมไปกับเธอด้วยหรอก"

นางรีบพาลูกไปเฝ้าพระราชา กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดเพื่อเอาตัวรอดว่า สิ่งที่นายสุมนะทำไปนั้น ขอให้เป็นเรื่องของเขาเพียงผู้เดียว ตนเองไม่ข้องเกี่ยวด้วย และจะขอหย่ากับนายสุมนะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    พระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นสัมมาทิฏฐิ และบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว จึงมีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย พอได้สดับแล้วพระองค์รู้สึกชื่นชมนายสุมนะ แต่ก็แกล้งทำเป็นพิโรธตรัสว่า 

“เราต้องเอาผิดกับนายสุมนะให้จงได้”

รับสั่งให้ภรรยานายสุมนะกลับไป แล้วพระองค์ก็รีบตามเสด็จพระบรมศาสดาไปตลอดทาง

    พระบรมศาสดาทรงทราบว่า พระราชามีจิตเลื่อมใส   จึงเสด็จดำเนินต่อไปเพื่อให้พระราชาได้อนุโมทนาในการทำความดีของนายสุมนะ พระองค์ไม่ทรงประทานบาตรให้ใครเลย เสด็จไปจนถึงพระลานหลวง 

จึงได้ประทานบาตรแก่พระราชา พระพุทธองค์เสวยภัตตาหารที่พระลานหลวง ทรงอนุโมทนา แล้วจึงเสด็จกลับสู่พระวิหาร ซึ่งดอกไม้เหล่านั้นยังคงลอยติดตามพระองค์ไปตลอดเวลา จนกระทั่งเสด็จเข้าไปสู่พระคันธกุฎี ดอกไม้จึงได้ตกลงที่ซุ้มประตู

    พระเจ้าพิมพิสารส่งเสด็จพระบรมศาสดาแล้ว ทรงรับสั่ง ให้นายสุมนะเข้าเฝ้า ตรัสยกย่องการกระทำของเขา ที่กล้าสละชีวิตเพื่อบูชาพระพุทธองค์ และได้พระราชทาน ช้าง ม้า ทาส ทาสี นารีผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการ อย่างละ ๘ พร้อมทั้ง บ้านส่วย และทรัพย์ ๑ พันกหาปณะ กับเครื่องประดับชื่อว่า    มหาปสาธน์ แก่เขา

    พระอานนท์ได้ทูลถามพระพุทธองค์ถึงผลของการบูชาที่นายสุมนมาลาการได้กระทำว่า จะมีผลเป็นอย่างไร พระพุทธองค์ตรัสว่า

    "อานนท์ นายมาลาการนี้ สละชีวิตเพื่อเรา ทำการบูชาด้วยดอกไม้ จักไม่ไปสู่ทุคติตลอดแสนกัป จะท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ต่อไปภายภาคหน้าจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่าสุมนะ"   

การบูชาบุคคลที่ควรบูชามีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ แม้จะเป็นเพียงอามิสบูชา แต่ถ้าหากทำถูกที่ ถูกทักขิไณยบุคคล และทำด้วยจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยแล้ว ย่อมได้รับผลอันไพบูลย์

ดังนั้นการบูชาบุคคลที่ควรบูชา จึงได้ชื่อว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง ไม่ว่าท่านผู้ควรบูชาทั้งหลาย จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม การบูชาก็มีอานิสงส์ไพศาลเช่นกัน ดังเช่นที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในขุททกนิกาย คาถาธรรมบทว่า

    ใครๆ ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชาได้ว่า บุญนี้จะมีประมาณเท่าใด ไม่ว่าจะด้วยวิธีนับอย่างไรก็ตาม ซึ่งท่านผู้ควรบูชา คือ พระพุทธเจ้า หรือพระสาวกทั้งหลาย ผู้ข้ามพ้นธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ข้ามพ้นความเศร้าโศกและความคร่ำครวญแล้ว ไม่ว่าท่านทั้งหลายจะยังมีชีวิตอยู่ หรือปรินิพพานแล้ว

…………………………………………………

..ความศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นบ่อเกิดของวาสนาและโภคทรัพย์..

..ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ..

จงใคร่ครวญ..

..จงใคร่ครวญ..

..หากต้องทำงานกับคนมีอคติ..
..เคยมีอคติกับพ่อแม่ครูอาจารย์หรือเปล่า..

..เคยวิเคราะห์วิจารณ์พ่อแม่ครูอาจารย์..
..คิดแทนท่านทำผิดถูก..ถูกผิด..
..ท่านอย่างนั้น..ไม่อย่างนี้..
..เอ๊ะ..อ๊ะ..อ้าว..รำคาญใจ
..ความสงสัยทั้งหลายกลายเป็นกรรม..

..เก่งขนาดไหน..ดีวิเศษอย่างไร..
..เหมือนอยู่ผิดที่..ทำอะไรก็ผิด..
..ขาดความมั่นใจเฉียบพลัน..

..ถูกตัดสินจากคนมีอคติ..
..จง..เงียบ..เงียบ..เงียบ..
..ผลกรรมที่ทำไว้กำลังทำงาน..
..กรรมที่เคยวิเคราะห์วิจารณ์..

..หากคิดว่าไม่ยุติธรรม..
..อคติจะครอบงำ..ซ้ำ..ซ้ำ..
..ทำให้มีความเกลียดชัง..
..จมเจ่าอยู่ในทะเลเวลา..
..หมดกำลังใจ..หมดที่ยืน..

..เกิดเป็นคนต้องอดทนแน่นๆ..

..ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด..ยอมรับ..ดับที่ใจ..
..สิ่งดีๆจะเดินเข้ามาไม่ขาดสาย..
..แค่ยอมรับ..อย่าโกรธตอบ
..โลกใบนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ..

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

โอกาส..ของชีวิต..อยู่ที่เราสร้างทุกอย่างขึ้นมา

..จงใช้..เงิน..ของคุณ..ในสิ่งที่เงินสามารถ…ซื้อได้..

..จงใช้…เวลา…ที่เหลืออยู่..กับสิ่งที่เงิน..ซื้อไม่ได้..

..จงใช้…ชีวิต..ให้สนุกกับสุข..ในแบบของเรา..

..จงใช้…ความอ่อนน้อม…เพื่อ..เป็นที่รักในหมู่ชน..

..จงใช้..ใจ..ให้อภัย..ในสิ่งผิดพลาด..ของตนเอง..

..สิ่งที่ไม่ได้..เชื้อเชิญ..คือ..ความแก่เฒ่า..ความไม่แน่นอน..

..โอกาส..ของชีวิต..อยู่ที่เราสร้างทุกอย่างขึ้นมา..ไม่ใช่สวรรค์บันดาล..แล้วก็ไม่ใช่..ความบังเอิญ..

..แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ..

อานิสงส์ของการรักษาศีล

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอานิสงส์ของการรักษาศีลแก่ชาวปาฏลิคามใน มหาปรินิพพานสูตรว่ามี 5 ประการ คือ

     1. ย่อมได้โภคทรัพย์สมบัติมากมาย

     2. กิตติศัพท์อันดีงามย่อมขจรขจายไป

     3. มีความองอาจเมื่อไปสู่ชุมชนใดๆ

     4. ไม่เป็นผู้หลงตาย (ไม่ตายอย่างไร้สติ)

     5. เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ ย่อมมีสุคติเป็นที่ไป

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

” กลิ่นกฤษณาและกลิ่นจันทน์ ยังหอมน้อยกว่า กลิ่นหอมของผู้มีศีล ซึ่งหอมฟุ้งขจรไกลถึงปวงเทพไทเทวา และมนุษย์ทั้งหลาย “

การสำรวมระวังกายวาจาใจด้วยศีลทำให้
เกิดความสง่างามในท่ามกลาง

ไม่ว่าจะปรากฎ ณ.แห่งใดย่อมนำความปิติให้เกิดขึ้น

ขอให้ข้าพเจ้ามีความละอายเกรงกลัวต่อบาป
ข้าพเจ้ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

ตารางบุญตั้งแต่ปี2540

ตารางบุญตั้งแต่ปี2540
ถวายน้ำดื่มวัดต่างๆไม่เคยขาด
วัดที่มีการศึกษาพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์สามเณรตลอดถึง
ผู้ปฎิบัติธรรม

วัดที่จัดปฎิบัติธรรมเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

ปัจจุบันพระสงฆ์สามเณรดื่มน้ำวันละ2,000รูปคน
ท่านที่ร่วมบุญสามารถตรวจน้ำอุทิศให้อาชีพหน้าที่การงาน
อุทิศให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายได้ทุกวัน

..ลมหายใจของเนื้อนาบุญ..

..ร่มเงาศรัทธา..ส่งผล..ไฟในใจดับลง..ดับลง

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

โต้ตอบเพื่อเอาชนะ..แสดงว่า “โกรธตอบ”

..โต้ตอบเพื่อเอาชนะ..แสดงว่า “โกรธตอบ”..

..มีข้อสอบ..ทดสอบใจ..ทุก..ทุกลมหายใจ..
..เสียเวลามาก..ที่รู้ไม่ทัน..
..ผิด-ถูก..ดับที่ใจเรา..
..ดับที่คนอื่นจะได้อะไร..

..ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ..

วันจันทร์ที่9ธันวาคม 2562

วันจันทร์ที่9ธันวาคม 2562

ความหนาวทำให้มีโอกาส

ถวายเครื่องกันหนาวพระนิสิตนานาชาติ เข้าเจริญวิปัสสนากัมมัฎฐานเป็นเวลา15วัน ณ.ศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สน
อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

ถวายหมวกไหมพรม225ใบ ถวายผ้าคุมไหล่140ผืน
ถวายกุ้งสดสำหรับทำอาหาร60 กิโลกรัม

กราบขอบพระคุณสยาดอภัททันตวิโรจนะ มอบเครื่องกันหนาวแก่พระนิสิตนานาชาติ ด้วยความเคารพอย่างสูง

อนุโมทนาบุญร่วมกันนะคะ

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

การเรียนรู้ชีวิต..ทำให้เข้าใจทุกอย่างแต่ไม่ใช่กับทุกคน

ปลูกบนดินเหมือนกัน..มีความแตกต่าง
การเรียนรู้ชีวิต..ทำให้เข้าใจทุกอย่างแต่ไม่ใช่กับทุกคน

มีฝนตกในทะเล..มากมาย..ทำไมไม่ตก..ในไร่ในนา
ในไร่ในนา..มีความระเหยเหมือนกัน..แต่น้อยกว่าในทะเล

สิ่งที่ทำให้ฝนตกในทะเล..เพราะน้ำทะเลระเหย..เกาะกลุ่มเป็นเมฆ..
เมื่อระเหยมาก..ฝนก็ตกมาก..
ความแตกต่างของ..น้ำทะเล..เค็ม..น้ำฝน..ดื่มได้ชื่นใจ

การปฎิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน..อยู่ที่ไหนก็สงบ..ไม่ใช่สถานที่
ที่จะทำให้สงบได้..ถ้าใจไม่สงบ..น้ำทะเลยังเป็นน้ำฝนได้

เมื่อเราเข้าใจในพระธรรม..เราก็จะเปลี่ยนเหมือนกัน

ค่อยๆเรียนรู้..ชีวิตต้องการอะไร..
เราไม่สามารถ..ทำอะไรให้ทุกคน..พอใจเราได้
แต่เราสามารถ..พอใจ..ในสิ่งที่เราเป็นได้

..สงบที่ใจ..

..ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ..