ผลของกรรม

ผลของกรรม

พระเจ้าปายาสิ ผู้ครองเสตัพยนคร
มีมิจฉาทิฐิว่าคนและสัตว์ทั้งหลายตายแล้วสูญ
ผลวิบากของกรรมที่ทําดี หรือชั่วนั้นไม่มี

ครั้งนั้น พระเจ้าปายาสิ ได้สดับกิตติศัพท์อันงามของ
พระกุมารกัสสปะ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าและเป็นพระอรหันต์ผู้เลิศด้านการแสดงธรรมได้วิจิตร
จึงเสด็จไปพบพระกุมารกสสปะเพื่อสนทนาธรรม
โดยพระเจ้าปายาสิ ตรัสถึงทิฐิดังกล่าวของพระองค์
ให้พระกุมารก้สสปะทราบ

พระกุมารกัสสปะจึงถามว่า

“มหาบพิตรมีเหตุผลประการใดที่สนับสนุนความเห็นเช่นนั้น”

พระเจ้าปายาสิตรัสว่า

“มีญาติมิตรของโยมหลายคนที่ทําชั่วต่างๆ มากมาย
ต่อมาเมื่อพวกเขาเจ็บไข้ โยมเห็นว่าพวกเขาคงตายแน่
ก็ไปพบและสั่งพวกเขาว่าเมื่อไปลงนรกแล้ว
ขอให้กลับมา บอกว่านรกเป็นอย่างไร
พวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่รับคํา แต่โยมรอมานานหลายปี แล้วก็ไม่เห็นว่า พวกเขาจะกลับมาเล่าเรื่องนรกให้ฟัง แสดงว่านรกไม่ มีอยู่จริง ”

พระกุมารกัสสปะตอบว่า

“เปรียบเหมือนโจรที่ทําผิด และถูกทางการจับกุมได้
ครั้นเมื่อถูกตัดสินให้ประหารชีวิต ราชบุรุษก็นําตัวไปประหารชีวิต
โจรเหล่านั้นจะขอผัดผ่อนว่าขอกลับบ้าน
ไปเล่าให้ญาติมิตรฟังก่อน ว่าเวลาถูกตัดสินให้ประหารชีวิตเป็นอย่างไร ก็คงไม่ได้รับอนุญาตให้ลากลับบ้านเช่นนั้น
คนที่ทําชั่วพวกนั้น เมื่อต้องไปลงนรกก็เช่นเดียวกันนั้น”

พระเจ้าปายาสิตรัสต่อไปว่า

“ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง โยมเคยสั่งญาติมิตรของโยมหลายคน
ที่ทําดีต่างๆ มากมายว่าถ้าตายไปสู่สุคติในสวรรค์แล้ว
ขอให้กลับมาบอกว่าสวรรค์เป็นอย่างไร
พวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่รับคํา แต่เมื่อพวกเขาตายไปหลายปีแล้ว ก็ไม่เห็นว่าพวกเขาจะกลับมาเล่าเรื่องสวรรค์ให้ฟัง แสดงว่าสวรรค์ไม่มีอยูจริง ”

พระกุมารกัสสปะตอบว่า

“เปรียบเหมือนผู้ที่เคยตกลงไปในหลุมอุจจาระจนมิดศีรษะ
ครั้นขึ้นจากหลุมอุจจาระนั้นมาได้ ก็ได้อาบนํ้าชําระเนื้อตัวจนสะอาดหมดจด แล้วนําเครื่องหอมมาชโลมตัวและนําผ้าสะอาดเนื้อดีมานุ่งห่ม

 ผู้นั้นยอมจะเข็ดขยาดและไม่ยอมตกลงไปในหลุมอุจจาระนั้นอีก เพราะฝังใจว่าหลุมอุจจาระนั้นโสโครก
และมีกลิ่นเหม็น คนทั้งหลายก็ล้วนมีกลิ่นเหม็น
เปรียบได้กับหลุมอุจจาระ

 ผู้ได้เป็นเทวดาเมื่อเข้าสู่สวรรค์แล้วก็ไม่อยาก
จะกลับมาหาคนทั้งหลายอีก

และอีกประการหนึ่ง มิติเวลาในสวรรค์คืนหนึ่งเท่ากับมิติเวลาในโลกมนุษย์นานนับร้อยปี
แม้พวกเขาระลึกได้ว่า ควรจะกลับมาเล่าเรื่องสวรรค์ให้ญาติมิตรที่เป็นคนได้ฟัง คนเหล่านั้นก็คงตายไปเสียก่อน”

พระเจ้าปายาสิตรัสต่อไปอีกว่า

“ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง โยมเห็นบรรดาสมณะผู้มีศีลธรรม
อันงามทั้งหลาย ล้วนแต่ดํารงชีพเป็นคนต่อไป
โดยไม่พบว่ามีท่านใดประสงค์จะฆ่าตัวตายทั้งๆ ที่ท่านเหล่านั้นก็เห็นว่าในโลกหน้า ย่อมมีความสุขมากกว่าในโลกนี้แน่
หรือจะเป็นเพราะที่แท้แล้วท่านเหล่านั้นก็รู้วาโลกหน้าไม่มีอยู่จริง ”

พระกุมารกัสสปะตอบว่า

“เปรียบเหมือนผู้ที่เห็นว่าพ่อแม่ของเด็กแข็งแรงดี ย่อมมีลูก
ที่แข็งแรงดี จึงชิงผ่าเอาเด็กออกจากท้อง ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร เด็กนั้นก็จะไม่แข็งแรงและอาจไม่รอด

บุคคลผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมไม่ชิงสุกก่อนห่าม ฉันใดก็ฉันนั้น

อีกประการหนึ่ง การได้เกิดเป็นคนนั้นเป็นโอกาสอันประเสริฐที่จักได้เรียนรู้และพัฒนาสัมมาทิฐิ เพื่อบําเพ็ญความดีงามอันเป็นเหตุปัจจัยและพลังนําทาง ให้รู้เท่าทันถึงที่สุดแห่งทุกข์
และก้าวพ้นจากทุกข์นั้นได้

การฆ่าตัวตายเป็นบาป ที่ให้วิบากรุนแรงยิ่งและทําให้จิตที่ทุกข์ทรมานในขณะฆ่าตัวตายนั้น ต้องวนเวียนอยู่กับความมืดมนและวังวนแห่งทุกข์นั้นซํ้าแล้วซํ้าอีก

บุคคลผู้มีปัญญา เข้าใจความเป็นมาและเป็นไปแห่งชีวิตจึงไม่คิดฆ่าตัวตาย”

พระเจ้าปายาสิตรัสแย้งต่อไปอีกว่า

“โยมเคยทดลองใช้กรรมวิธีต่างๆ ในการพิสูจน์ว่า
คนทั้งหลายมีดวงจิตอยู่จริงหรือไม่
โดยให้นําโจรผู้ร้ายหลายคนที่ทําผิดร้ายแรงและต้องโทษประหารชีวิตนั้น ไปประหารด้วยวิธีการต่างๆ กัน

ในขณะประหารชีวิต มีราชบุรุษหลายนาย ผู้มีสรรพวิทยาอันลํ้าลึกใช้สรรพวิทยานั้นในการตรวจสอบและเฝ้าสังเกตุว่า

จะมีดวงจิตออกจากร่าง ของผู้ถูกประหารชีวิตนั้นหรือไม่
แต่ก็ไม่พบเห็นดวงจิตนั้น จึงเชื่อว่าโลกหน้าไม่มีอยู่จริง
หากแต่คนและสัตว์ทั้งหลายเมื่อตายแล้วก็สูญไป”

พระกุมารกัสสปะตอบว่า

“เปรียบเหมือนคนที่ตาบอดแต่กำเนิด
แม้คนอื่นจะบอกว่าสัตว์นั้นๆ มีรูปร่างเช่นไร มีสีสันอย่างไร
ก็ไม่อาจรู้ตามได้ เพราะไม่ใช่วิสัยที่ตนจะเห็น
หรือแม้แต่คนที่ตาดี ก็มองเห็นได้อย่างจำกัด
ครั้นมีคนอื่นบอกว่าไปเมืองนั้นๆมา เป็นเช่นนั้นเช่นนี้
คนที่ไม่เคยไปเมืองนั้นๆ กลับแย้งว่าเมืองนั้นๆ
ไม่มีอยู่จริง เพราะตนมองไม่เห็น
หรือเมื่อมีคนเป่าแตร ผู้ที่ได้ยินเสียงแตร แต่มองไม่เห็นเสียงแตร จึงเถียงว่าไม่มีเสียงแตรเกิดขึ้น ฉันใดก็ฉันนั้น

อีกประการหนึ่ง แม้แต่ในเวลาที่คนเราหลับและฝันไปว่า
ได้ไปยังที่แห่งนั้นแห่งนี้ เรายังไม่รู้ตัวเลยว่าดวงจิตของเรา
ออกจากร่างไปท่องเที่ยวดังในฝันนั้นตั้งแต่เมื่อใด
แล้วไฉนเล่าคนอื่นจะมาเห็นดวงจิตของเราได้

การรู้ว่าสิ่งทั้งปวงที่แท้แล้วเป็นไตรลักษณ์
คือ ล้วนแต่ไม่เที่ยง ไม่อาจทนอยู่ได้ และไม่มีตัวตนอยู่จริง
เป็นสัมมาทิฐิเพราะเป็นการเห็นตามความจริงว่า เป็นเช่นนั้น
แต่การเชื่อว่าคนหรือสัตว์ทั้งหลายตายแล้วสูญ 

เป็นมิจฉาทิฐิเพราะแม้ชีวิตเป็นไตรลักษณ์ แต่เมื่อยังไม่หลุดพ้นจากวงจรแห่งทุกข์ก็จักเป็นไปตามเหตุปัจจัย ที่ยังชีวิตให้ดําเนินหมุนเวียนไปตามสังสารวัฏนั้น ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น โดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลอันเกิดจากเหตุปัจจัย ที่สืบเนื่องกันทั้งสิ้น”

พระเจ้าปายาสิทรงตรึกตรองแล้ว
ก็มีศรัทธาเลื่อมใสในอรรถาธิบายของพระกุมารกัสสปะ
แสดงพระองค์เป็นอุบาสก
ขอนับถือพระรัตนตรัยไปตลอดพระชนม์ชีพ

——————————-
ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

จากพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย
มหาวรรคเล่ม ๒ ภาค ๒,
ปายาสิราชัญญสูตร
ว่าด้วยทิฐิของพระยาปายาสิ

พระกุมารกัสสปเถระ

พระกุมารกัสสปเถระ
เอตทัคคะในทางผู้แสดงธรรมอันวิจิตร

พระกุมารกัสสปะ เป็นบุตรของธิดาเศรษฐี ในเมืองราชคฤห์
 เดิมชื่อว่า “กัสสปะ” 
แต่เพราะท่านได้รับการบำรุงเลี้ยงดูจากพระเจ้าเสนทิโกศล ดังนั้นประชาชน จึงเรียกท่านว่า “กุมารกัสสปะ” 

ประวัติชีวิตของท่าน มีดังต่อไปนี้:-

มารดาภิกษุณีตั้งท้อง

ขณะเมื่อมารดาของท่านยังเป็นสาวรุ่นอยู่นั้น มีศรัทธาปรารถนาจะบวชเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา
 แต่บิดามารดาไม่อนุญาต อยู่ต่อมาจนกระทั่งนางได้แต่งงานมีสามีอยู่ครองเรือน ระยะหนึ่ง 

นางได้ปฏิบัติต่อสามีเป็นอย่างดี จนสามารถเกิดความพอใจแล้วได้อ้อนวอนขออนุญาตบวช 
สามีก็ไม่ขัดใจอนุญาตให้นางบวชตามความปรารถนา 
นางจึงไปขอบวชในสำนักของนางภิกษุณี ผู้เป็นศิษย์ของพระเทวทัต

ครั้นบวชแล้วได้ไม่นานปรากฏว่าครรภ์ของนางโตขึ้น 
จึงเป็นที่รังเกียจสงสัยของเพื่อน
นางภิกษุณีทั้งหลาย และได้นำเรื่องนี้ไปแจ้งแก่พระเทวทัต เพื่อให้ตัดสินความ พระเทวทัตได้ตัดสินให้เธอสระสมณเพศสึกออกไปเสียจากสำนัก

นางได้ฟังคำตัดสินเกิดความเสียใจเป็นอย่างมาก 
ได้พูดอ้อนวอนขอร้องให้โปรดอย่า ลงโทษเธอถึงขนาดนั้นเลย เพราะนางมิได้ประพฤติชั่วทำผิดพระธรรมวินัยเลย

 เมื่อคำอ้อนวอนของ นางไม่เป็นผล นางจึงกล่าวว่า:-

“ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ดิฉันมิได้บวชอุทิศตนต่อพระเทวทัต แต่ดิฉันบวชอุทิศตนต่อพระบรมศาสดา

 ดังนั้น ขอท่านทั้งหลายจงพาดิฉันไปสู่สำนักของพระบรมศาสดาด้วยเถิด”

พระอุบาลีตัดสินคดีภิกษุณีท้อง

นางภิกษุณีทั้งหลายจึงพานางไปเข้าเฝ้ากราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบโดยลำดับตั้งแต่ต้น

 แม้พระผู้มีพระภาคจะทรงทราบอย่างแจ่มชัด ด้วยพระองค์เองแล้วว่า “นางตั้งครรภ์มาตั้งแต่ก่อนบวช”

 แต่เพื่อให้เนื้อความนี้แจ่มชัด ขจัดความสงสัยของชนทั้งหลายให้สิ้นไป จึงรับสั่งให้พระอุบาลีเถระดำเนินการชำระอธิกรณ์เรื่องนี้ให้ชัดเจน

พระอุบาลีเถระได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาร่วมกันพิสูจน์
 โดยมีพระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นประธาน
 มีนางวิสาขามหาอุบาสิกา อนาถปิณฑิกะเศรษฐี และตระกูลอื่น เป็นต้น

 นางวิสาขาให้ขึงผ้าม่านโดยรอบแล้ว เรียกนางภิกษุณีเข้าไป แล้วตรวจดูมือ เท้า สะดือ และลักษณะของครรภ์แล้วนับวันนับเดือนสอบประวัติย้อนหลังโดยละเอียดแล้วก็ทราบชัดเจนว่า “นางตั้งครรภ์มาตั้งแต่ก่อนบวช”

 พระอุบาลีเถระ จึงได้ประกาศตัดสินอธิกรณ์ในท่ามกลางพุทธบริษัททั้ง ๔ ว่า นางภิกษุณีรูปนี้ยังมีศีลบริสุทธิ์อยู่

 แล้วกราบทูลเนื้อความให้พระบรมศาสดาทรงทราบ 
พระพุทธองค์ได้ตรัสอนุโมทนาสาธุการแก่พระเถระว่า ชำระความได้ถูกต้องยุติธรรม

พระเจ้าปเสนทิโกศลขอบุตรนางภิกษุณีไปเลี้ยง

ครั้นเวลาล่วงเลยไป ครรภ์ของนางได้โตขึ้นเป็นลำดับ
 จนครบกำหนดได้คลอดบุตรออกมา นางได้เลี้ยงดูอยู่ในสำนักของนางภิกษุณีนั้น

 วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จผ่านมาได้
สดับเสียงทารกร้องในห้องของนางภิกษุณีจึงตรัสถามได้ทราบความโดยตลอดแล้ว ทรงมีพระเมตตาขอรับทารกไปบำรุงเลี้ยงเป็นโอรสบุญธรรม นำไปชุบเลี้ยงในพระบรมมหาราชวัง ประทานนามว่า “กัสสปะ” 

แต่เพราะพระองค์ทรงชุบเลี้ยงประดูจราชกุมาร
 จึงเรียกกันว่า  “กุมารกัสสปะ”

เมื่อกุมารกัสสปะ เจริญเติบโตขึ้น ได้วิ่งเล่นกับราชกุมารอื่น ๆ ในวัยเดียวกัน เมื่อขัดใจกันขึ้นกุมารกัสสปะก็มักจะใช้มือตีเพื่อน ๆ เหล่านั้น แล้วถูก เพื่อน ๆ ติเตียนว่า “พวกเราถูกเด็ก
ไม่มีพ่อแม่ตี”

กุมารกัสสปะ เกิดความสงสัย จึงกราบทูลถามพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งพระองค์ก็ได้พยายามบ่ายเบี่ยง ปกปิดมาโดยตลอด 
แต่เมื่อถูกอ้อนวอนรบเร้าหนักขึ้น ก็ไม่สามารถจะปกปิดได้ 
จึงตรัสบอกความจริง

กุมารกัสสปะ ได้ทราบความจริงแล้ว รู้สึกสลดใจในชะตาชีวิตของตนจึงกราบทูลขออนุญาตบวชในพระพุทธศาสนา

 เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ได้ไปบวชเป็นสามเณรในสำนักพระบรมศาสดา ศึกษาพระกรรมฐานและพระธรรมวินัยจากพระบรมศาสดาและอาจารย์ทั้งหลาย จวบจนอายุครบ ๒๐ ปี 

จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว กราบทูลลาพระผู้มีพระภาค เพื่อไปทำความเพียร บำเพ็ญสมณธรรมในป่า ได้บรรลุคุณพิเศษเบื้องต้นแล้ว จึงกลับมาศึกษาพระกรรมฐานใน
ระดับสูงยิ่ง ๆ ขึ้นแล้วเข้าไปสู่ป่าอันธวัน
 บำเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฎ์ต่อไป

ครั้งนั้นได้มีพรหมชั้นสุทธาวาส ผู้ซึ่งในอดีตชาติเคยเป็นสหายปฏิบัติสมณธรรมร่วมกันกับท่านพระกุมารกัสสปะ
 ในครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี แล้วจุติไปเกิดเป็นพรหมในชั้นสุทธาวาสนั้น 

เห็นท่านพระกุมารกัสสปะบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก ก็ยังไม่บรรลุพระอรหัตผล จึงลงมาช่วยเหลือด้วยการแก้ปัญหา ๑๕ ข้อ
 แนะนำให้ไปกราบทูล พระผู้มีพระภาคให้พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ให้ ท่านได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของพระพรหมนั้น
ปัญหา ๑๕ ข้อนั้นคือ

๑. จอมปลวก
 ๒. กลางคืนเป็นควัน 
๓. กลางวันเป็นไฟ 
๔. พราหมณ์
 ๕. สุเมธผู้เป็นศิษย์ 
๖. จอบ 
๗. เครื่องขุด 
๘.ลูกสลัก 
๙.อึ่งอ่าง
 ๑๐. ทาง ๒ แพร่ง
 ๑๑. กระบอกกรองน้ำ
 ๑๒. เต่า 
๑๓ เขียง
 ๑๔. ชิ้นเนื้อ
 ๑๕. นาค

พระบรมศาสดาทรงสดับปัญหาทั้ง ๑๕ ข้อแล้วตรัสแก้ว่า
 ดูก่อนภิกษุ คำว่า จอมปลวก นั้นหมายถึง อัตภาพร่างกายนี้ เพราะว่า จอมปลวกเกิดจากตัวปลวก นำ
ดินมาผสมกับน้ำลายเหนียว ๆ แล้วก่อขึ้นเป็นจอมปลวกฉันใด อัตภาพร่างกายนี้ ก็เกิดขึ้นเพราะมีพ่อแม่เป็นแดนเกิด ฉันนั้น
 จอมปลวกมีรูพรุน มีตัวปลวกอยู่อาศัย ร่างกายก็มีรูพรุนคือ ทวารทั้ง ๙ และรูขุมขนทั่วตัว เป็นที่อยู่อาศัยของหมู่หนอนและเชื้อโรคต่าง ๆ จอมปลวกต้องแตกสลาย แม้ร่างกายก็ต้องเน่าเปื่อยเช่นกัน

คำว่า กลางคืนเป็นควัน นั้นหมายถึง วิตก คือการคิดนึก

 และวิจารณ์ คือการพิจารณา ใคร่ครวญถึงการงานที่จนทำเมื่อตอนกลางวันว่า มีคุณมีโทษอย่างไรและใคร่ครวญถึงวันรุ่งขึ้นว่า จะทำอะไรต่อไป การคิดใคร่ครวญอย่างนี้มีอาการดุจควันไฟที่คุกรุ่นอยู่

คำว่า กลางวันเป็นไฟ หมายถึง การทำงานตามที่คิดไว้ 
ตั้งแต่ตอนกลางคืนต้องรีบเร่ง ร่างกายเหน็ดเหนื่อย ท่านจึงเปรียบเหมือนไฟที่ลุกโพลง

คำว่า พราหมณ์ หมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
ที่ท่านเรียกว่าพราหมณ์ เพราะพราหมณ์ มีประเพณีลอยบาปด้วยการลงอาบน้ำในแม่น้ำคงคา
 ชำระบาปคือ ความชั่วออกจากกาย 
ส่วนที่เรียกพราหมณ์ คือ พระพุทธองค์นั้น
 เพราะพระองค์ทรงชำระบาปทั้ง ๗ คือ ราคะ โทสะ โมหะ 
มานะ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สี ลัพพัตตปรามาส ได้โดยไม่เหลือ

คำว่า สุเมธ หมายถึง พระภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ
 ผู้มีปัญญากำลังศึกษาในไตรสิกขา

คำว่า จอบ หมายถึง ปัญญาเป็นเครื่องขุดความโง่ทิ้ง
 ขุดจนสามารถตักรากเง่าของความโง่ออกได้หมด

คำว่า การขุด หมายถึงความเพียร คือ เพียรเจริญสติปัฏฐาก ๔ พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ให้เห็นว่าเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน

คำว่า ลูกสลัก หมายถึง อวิชชา ความไม่รู้ เป็นเครื่องกั้นตัว วิชชา คือความรู้ไม่ให้เกิดขึ้น อวิชชา จึงเปรียบดังลูกสลักหรือกลอนประตูที่ไม่ยอมให้ประตูเปิด

คำว่า อึ่งอ่าง ได้แก่ ความโกรธ เพราะความโกรธมีลักษณะทำให้ใจพองขึ้นเหมือน อึ่งอ่าง

คำว่า ทาง ๒ แพร่ง ได้แก่ วิจิกิจฉา ความสงสัยลังเล เหมือนทาง ๒ แพร่งที่คนไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนดี

คำว่า กระบอกน้ำ หมายถึง นิวรณ์ ๕ ประการ มีกามฉันทะ เป็นต้น คนที่มีนิวรณ์ทั้ง ๕ อยู่ในใจ ไม่สามารถจะแสวงหากุศลธรรมให้ติดตัวอยู่ได้เหมือนกระบอกกรองน้ำที่ไม่สามารถจะเก็บน้ำไว้ได้

คำว่า เต่า หมายถึง อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเหมือนกับเต่าที่มี ๔ ขา มีหัว ๑ รวมเป็น ๕ ท่านสอนให้ตัดความรักใคร่พอใจในอุปาทานขันธ์นั้นเสีย

ค่ำว่า เขียง ได้แก่ กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นที่รักใคร่พอใจ 
ดุจคนวางชิ้นเนื้อไว้บนเขียงแล้วเชือดชำแหละด้วยมีด ฉันใด กิเลสทั้งหลาย ฆ่าหมู่สัตว์แล้ววางไว้บนเขียง
 คือ กามคุณทั้ง ๕ แล้วเชือดชำแหละ ฉันนั้น
 พระพุทธองค์ทรงสอนให้ละกามคุณทั้ง ๕ นั้นเสีย

คำว่า ชิ้นเนื้อ ได้แก่นันทิราคะ ความรักใคร่เพลิดเพลินอยู่ในกามคุณทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ในภายหลัง

คำว่า นาค หมายถึงภิกษุผู้สิ้นกิเลสแล้ว เป็นพระอรหันต์
 เว้นจากการทำความชั่วทั้งปวง จึงเรียกว่า นาค แปลว่าผู้ประเสริฐ

พระกุมารกัสสปะ ส่งกระแสจิตไปตามลำดับแห่งคำพยากรณ์แก้ปัญหานั้น เมื่อจบข้อสุดท้ายท่านก็บรรลุพระอรหัตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย

พระเถระต่อว่ามารดา
ฝ่ายนางภิกษุณีผู้เป็นมารดาของพระกุมารกัสสปะ ตั้งแต่วันที่พระเจ้าปเสนทิโกศล รับเอาบุตรของนางไปชุบเลี้ยงเป็นต้นมา น้ำตาของนางก็ได้ไหลหลั่งเพราะความทุกข์เกิดจากการ
พลัดพรากจากบุตรผู้เป็นที่รัก เป็นเวลานานถึง ๑๒ ปี

 แม้ต่อมาจะทราบว่าบุตรชายของนางมาบวชแล้วก็ตาม
 แต่นางก็ยังมิได้เห็นหน้าพระลูกชายเลย
 จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง นางได้พบท่านพระกุมารกัสสปะกำลังออกเดินรับบิณฑบาตอยู่ ด้วยความดีใจสุดจะยับยั้ง นางได้ร้องเรียกขึ้นว่า “ลูก ลูก” 
แล้ววิ่งเข้าไปหาเพื่อสวมกอดพระลูกชาย 
แต่เพราะว่านางรีบร้อนเกินไป จึงได้สะดุดล้มลงเสียก่อน

พระกุมารกัสสปะคิดว่า
 “ถ้าหากว่าเราพูดกับมารดาด้วยถ้อยคำอันไพเราะแล้ว 
นางก็ยิ่งเกิดความสิเนหารักใคร่ในตัวเรามากยิ่งขึ้น
 และจะเป็นเหตุทำให้นางเสื่อมเสียโอกาสบรรลุอมตธรรมได้ 

ควรที่เราจะกล่าวคำพูดที่ทำให้นางหมดอาลัยในตัวเราแล้ว นางก็จะได้บรรลุอมตธรรม” 

ดังนี้แล้ว จึงกล่าวแก่นางว่า

 “ท่านมัวทำอะไรอยู่ จึงตัดไม่ได้แม้กระทั่งความรัก”

ถ้อยคำของพระกุมารกัสสปะทำให้นางรู้สึกน้อยใจและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

 นางคิดว่า “เราร้องไห้เพราะคิดถึงลูกชายนานถึง ๑๒ ปี เมื่อพบลูกชายแล้วกลับถูกลูกชายพูดจาตัดเยื่อใย
ให้ต้องช้ำใจอีก”

 ด้วยความน้อยใจเช่นนี้ นางจึงตัดรักตัดอาลัย หมดความสิเนหาในตัวลูกชายอย่างสิ้นเชิง
 แล้วนางก็ได้ตั้งใจปฏิบัติวปัสสนากรรมฐาน 
จนได้บรรลุพระอรหัตผลในวันนั้นนั่นเอง

ได้รับยกย่องวาแสดงธรรมอย่างวิจิตร

พระกุมารกัสสปะนั้นท่านได้เป็นกำลังช่วยเหลือกิจการพระศาสนาเต็มกำลังความสามารถ 
ท่านมีความสามารถพิเศษในการแสดงธรรมได้อย่างวิจิตรพิสดาร ทั้งข้ออุปมาอุปไมยเปรียบเทียบให้ผู้ฟังรู้แจ้งเห็นจริง เข้าใจอย่างง่ายดาย

ครั้งหนึ่ง ท่านได้แสดงธรรมโปรดพระเจ้าปายาสิ
 ผู้ครองนครเสตัพยะ ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ 

มีความเห็นผิดว่าโลกหน้าไม่มี กรรมดีกรรมชั่วไม่มีผล
 นรกสวรรค์ก็ไม่มี
 เมื่อได้ฟังธรรมจากพระเถระแล้วกลับเป็นสัมมทิฏฐิ 
ประกาศตนเป็นอุบาสก นับถือพระรัตนตรัยตลอดพระชนม์ชีพ

ด้วยเหตุนี้  พระบรมศาสดา จึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุ
ทั้งหลายในทางผู้แสดงธรรมอันวิจิตร
ท่านดำรงอายุสังขาร
 สมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน

—————————-
ข้าพเจ้าสิ้นสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย
ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

วันแม่ปีนี้อยู่ไกล……

วันแม่ปีนี้อยู่ไกล แม่ปราวนาอุปฐากพระสงฆ์ตลอดพรรษา
ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชาแด่คุณพระศรีรัตนตรัย

ขอความมุ่งมั่นและความศรัทธาที่แม่ทำทุกวัน จงเป็นพรอันประเสริฐให้ลูกทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีความสุขกายสุขใจ เจริญรุ่งเรืองค้าง่ายขายดีมีกำไร
มีความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมเทอญ

ไม่มีวันไหนไม่คิดถึง 
รักเสมอ
ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

บุคคลหาได้ยาก ๒ อย่าง

บุคคลหาได้ยาก ๒ อย่าง
๑. บุพการี บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน
๒. กตัญญูกตเวที บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้วและทำตอบแทน

บุพการี หมายถึง บุคคลผู้ทำอุปการะแก่คนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน
บุพการี เป็นผู้ประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม ๔ ประการ เป็นลักษณะ
บุพการี ทำอุปการะก่อนทั้งตามหน้าที่และมิใช่หน้าที่ของตน โดยไม่หวังผลตอบแทน

บุพการี ท่านจำแนกไว้ ๔ ประเภท คือ 
๑. มารดาบิดา 
๒. อุปัชฌาย์อาจารย์ 
๓. พระมหากษัตริย์ 
๔. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

      ๑. มารดาบิดา ได้ชื่อว่าเป็น บุพการี เพราะท่านทั้งสอนเป็นผู้ประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม ๔ ประการ

 มีเมตตาจิต บำรุงเลี้ยงดูบุตรธิดาของตนให้ได้รับความสุข คอยห้ามไม่ให้ทำความชั่ว คอยแนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี ให้ศึกษาศิลปวิทยาคม จัดหาภรรยาหรือสามีให้ตามสมควร มอบทรัพย์สมบัติให้ 

พ่อแม่ได้ชื่อว่า เป็นพระอรหันต์ของลูก ต้องสังเกตุคำว่า พระอรหันต์ของลูก หมายความว่า พ่อแม่เปรียบเหมือนพระอรหันต์ก็จริง แต่เป็นพระอรหันต์เฉพาะของลูกตนเองเท่านั้น 

ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ของคนทั่วไป คุณของพ่อแม่จึงปรากฏว่ายิ่งใหญ่เฉพาะกับลูกเท่านั้น 

แตกต่างจากพระอรหันต์ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านเป็นทั้งพระอรหันต์ของลูก (กรณีที่ท่านมีลูก) และเป็นพระอรหันต์สำหรับคนทั่วไปด้วย ทั้งมนุษย์และอมนุษษ์ คุณของท่านจึงมีมากกว่า จึงยิ่งใหญ่กว่าพ่อแม่

ในกรณีที่กล่าวว่า พ่อแม่เป็นพรหมของลูก เป็นครูอาจารย์คนแรกของลูก ก็พิจารณาในทำนองเดียวกับความเป็นพระอรหันต์ของลูก

      ๒. อุปัชฌาย์อาจารย์  ได้ชื่อว่าเป็น บุพการี เพราะท่านเป็นผู้ประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม มีเมตตาจิต อนุเคราะห์ศิษย์ด้วย ๕ ประการ

 คือ แนะนำให้รู้ว่าประโยชน์มิใช่ประโยชน์ บอกศิลปวิทยาให้แจ่มแจ้ง บอกศิลปวิทยาไม่ปิดบัง ประกาศเกียรติคุณศิษย์ให้ปรากฏในเพื่อนฝูง ป้องกันศิษย์ในทุกสถาน

อุปัชฌาย์อาจารย์จึงมีคุณในระดับที่สูงขึ้นมา  แต่ก็มีคุณเฉพาะกับลูกศิษย์เท่านั้น  อาจารย์อาจมีลูกศิษย์ได้มาก มีเยอะ อาจมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ยกตัวอย่างผู้ที่ระลึกถึงคุณของอาจารย์ คือพระสารีบุตร ที่ได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิแล้วได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ท่านระลึกถึงคุณของพระอัสสชิ ทุกคืนก่อนนอนท่านจะเข้าญาณดูว่า พระอัสสชิอยู่ในทิศใด ท่านก็จะนอนหันศรีษะไปทางทิศนั้น 

๓. พระมหากษัตริย์ ได้ชื่อว่าเป็น บุพการี เพราะพระองค์ทรงประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม มีเมตตาจิต ทรงประกอบด้วยศีลธรรม เสียสละเพื่อส่วนรวม ทรงปกครองพสกนิกร โดยไม่ลำเอียงด้วยอคติ ๔ เพื่อมุ่งประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลักสำคัญอย่างแท้จริง

พระมหากษัตริย์เป็นผู้มีคุณสูงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เพราะเป็นผู้ปกครองประเทศ ปกครองประชาชน ด้วยทศพิธราชธรรม ประชาชนที่พระองค์ปกครองย่อมมีมากกว่า 

เมื่อเทียบระหว่างอาจารย์กับศิษย์ มีภาระที่กระทำที่เรียกพระราชกรณียกิจ ดูจากพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.๙ และพระบรมราชินีนาถ
 ที่ทรงบำเพ็ญโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนพระองค์ 

เห็นประโยชน์และความสุขของมหาชนชาวสยามเป็นประการสำคัญ ด้วยความรัก ด้วยความเมตตา ที่ทั้ง ๒ พระองค์ทรงเสียสละ ทำให้เราเคารพ รัก ศรัทธา ทั้ง ๒ พระองค์เป็นอย่างมาก 

เราจึงระลึกถึงคุณของพระองค์ที่มีต่อเราและประชาชน อย่างหาที่สุดไม่ได้

      ๔. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ชื่อว่าเป็น บุพการี เพราะพระองค์ทรงอาศัยพระเมตตาจิต ทรงแสดงธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้รู้ตามเห็นตามด้วยกำลังสติปัญญาความสามารถของผู้นั้น 

ทรงสั่งสอนด้วยพระโอวาท ๓ ประการ คือ ให้เว้นจากการทำชั่วทุกอย่างทั้งทางกาย วาจา และใจ ให้ประพฤติชอบ ให้ทำจิตใจของตนให้ผ่องใส

ผู้มีคุณสูงสุดคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากจะสอนให้เราดับทุกข์ เพิ่มสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้าแล้ว 

คำสอนของพระองค์ยังสามารถทำให้เราสามารถพ้นจากทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง โดยไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารได้อีกด้วย 

บุพพการีที่๓ ประเภทที่กล่าวมาข้างต้น ช่วยให้เรามีความสุขได้เฉพาะชาตินี้ แต่พระพุทธเจ้าช่วยได้ถึงชาติหน้า และชาติต่อๆไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

กตัญญู หมายถึง บุคคลผู้ที่รู้จักบุญคุณของผู้อื่นที่ทำแล้วแก่ตน
กตเวที หมายถึง บุคคลที่ตอบแทนบุญคุณของผุ้อื่นที่ได้กระทำแก่ตน

กตัญญูกตเวที หมายถึง บุคคลผุ้ระลึกถึงอุปการคุณที่ผู้อื่นได้กระทำไว้แก่ตน แล้วกระทำตอบแทนอุปการคุณนั้น
กตัญญูกตเวที ต้องเป็นผู้รู้จักคุณค่าแห่งการกระทำความดีของผู้อื่นและแสดงออกเพื่อบุชาคุณความดีนั้น
กตัญญูกตเวที ต้องตอบแทนอุปการคุณของท่าน เท่าที่จะกระทำได้ ตามโอกาสและความสามารถจะอำนวย

กตัญญูกตเวที ท่านจำแนกไว้ ๔ ประเภท คือ ๑. บุตรธิดา ๒. สัทธิวิหาริกอันเตวาสิก ๓. ราษฎร ๔. พุทธบริษัท

      เหตุที่เรียกบุคคล ๒ ประเภท คือ บุพการีและกตัญญูกตเวทีว่า เป็นบุคคลหาได้ยาก เพราะ คนเรานั้นถูกอวิชชาและตัณหาครอบงำ มุ่งแต่ประโยชน์ตนฝ่ายเดียว เมื่อตนเองได้รับความสุขแล้ว ก็ไม่คำนึงถึงผู้อื่น 

ฉะนั้น จึงเป็นการยากที่จะทำตนให้เป็นบุพการีได้ ส่วนผู้ที่ได้รับอุปการะจากผู้อื่นแล้ว โดยมากมักรู้จักแต่คุณ ไม่รู้จักตอบแทน จึงเป็นการยากที่จะทำตนให้เป็นกตัญญูกตเวทีได้
——————————————————
หนาวเย็นเท่าไหร่ก็ต้องอดทน
หวาดกลัวแค่ไหนก็ต้องมีสติ
รักโดยไม่ครอบครอง คือรักที่ไม่มีข้อแม้
เสียสละได้ทุกอย่างเพื่อลูกทุกคน

เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
ฐานะแม่ และฐานะอุบาสิกา

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

เวลาที่เหลือ..มีค่ามาก

เวลาที่เหลือ..มีค่ามาก
ขวนขวายหาบุญทำ..ในยามนี้
เป็นเสบียงบุญในวันหน้า

อย่าไปวิ่งหาความมั่นคงที่ไหน
เพราะความมั่นคงในโลกนี้ไม่มีจริง

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

..เกิดมาตัวเปล่าๆ..

..เกิดมาตัวเปล่าๆ..
..อย่าปรุงแต่งความอยาก..
..จนไม่มีเวลาไตร่ตรอง..
..ชีวิตที่สุขสบายคือชีวิตที่รู้จักพอ..
..พอใจในสิ่งที่มี..
..ไม่ใช่ต้องมี..ถึงพอใจ..

คิดถึงความตายทุกวัน 
ชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน
ทำบุญกันหรือยัง
ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

ปฎิบัติธรรมด้วยการทำงานทุกวัน

ปฎิบัติธรรมด้วยการทำงานทุกวัน
มีสติกับสิ่งที่ทำด้วยความรักและศรัทธา
ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ
ทำหน้าที่ของอุบาสิกา ทำนุบำรุง
พระสงฆ์ที่เป็นเนื้อนาบุญของพระพุทธศาสนา
 ทำมานานมาก นานมาก

ใครจะคิดอย่างไรมันเป็นเรื่องของเขา

ทำหน้าทีของเราให้ดีที่สุดก็พอ
ต่อให้พระอาทิตย์ทรงกลดทั้งวัน
ก็แค่เห็น เราจะได้อะไร หากไม่ลงมือทำ
จิตใจบริสุทธิ์ การพูดคิดทำบริสุทธิ์ต่างหาก 
ทำให้ชีวิตศักดิ์สิทธิ์

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

ธรรมะวันพระแรม15ค่ำเดือน8 ปีชวด

ธรรมะวันพระแรม15ค่ำเดือน8 ปีชวด
เราจะไม่เป็นทุกข์กับความชั่วของคนอื่น
เพราะมันไม่ยุติธรรมกับตัวเอง

Cr.พระอาจารย์จรัน อนังคโน
ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

วันแห่งชัยชนะ

วันแห่งชัยชนะ
อุทยานธรรมดงยางถึงพระธาตุพนม
ถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยกายวาจาใจ

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญธรรมวิเศษใดที่เกิดขึ้นจากการจาริกธุดงค์ครั้งนี้ ขอให้ข้าพเจ้ามีส่วนในธรรมวิเศษนั้นด้วยเทอญ

อานิสงค์ใดเกิดจากการอุปฐากพระสงฆ์หมู่ใหญ่ในทิศทั้งสี่
ขออานิสงค์นั้นจงส่งผลให้ข้าพเจ้ามีทรัพย์เท่าเม็ดทรายในมหาสมุทรทั้งสี่มีกำลังที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาตลอดชีวิต

ทานศีลภาวนาของข้าพเจ้าบริสุทธิ์ดีแล้วขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชาแด่คุณพระศรีรัตนตรัยตลอดกาลและนาน

น้อมกราบอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า สรณะที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี

พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า
สรณะที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

วีดีโอ พระอาจารย์จ้อดถ่าย

ศาสนาพุทธเป็นอริยสัจ…

ถาม : สมัยอดีตกาลตอนที่พระพุทธเจ้าออกบวช ในโลกนี้มีศาสนาเดียวหรือหลายศาสนาครับ ?
ตอบ : มีมากมายหลายศาสนา มีการเชื่อถือและปฏิบัติแตกต่างกันไป แต่ว่าท้ายที่สุด ศาสนาพุทธที่ประกาศ อริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐ ก็สามารถครองใจคนได้ จนกระทั่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา เพราะว่าเป็นของจริง ของแท้ พิสูจน์ได้ทุกเวลา

จำไว้นะว่า ศาสนาพุทธเป็นอริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐ ให้ทำตามอย่างเดียว ไม่ต้องไปเสียเวลาไปวิเคราะห์วิจัย

สมัยนี้พวกเรียนหนังสือเรียนมากไป พยายามจะเอาปรัชญาจากพุทธศาสนา ปรัชญาเป็นเรื่องที่ยกขึ้นมาถกเถียงกันยังไม่รู้ที่จบ ถ้าจบแล้วจะแยกออกไปเป็นศาสตร์ต่าง ๆ กันไป 

เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น ไม่ใช่ความจริงอย่างของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนานั้นเป็นอริยสัจ พระพุทธเจ้าทรงค้นคว้ามาจนจบแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปค้นคว้าถกเถียงกันอีก เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือทำตาม แล้วผลจะเกิดเอง

มีคำกล่าวถึงพระพุทธศาสนาเอาไว้ในพระบาลีว่า “เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ” บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ตัดออกก็ขาด เติมเข้าก็เกิน ไม่ต้องไปยุ่งหรอก ทำตามอย่างเดียวก็พอ

สมัยนี้คนเก่งเยอะ เขาวิเคราะห์พระไตรปิฎกกัน …(หัวเราะ)… แค่นี้เราสู้ก็เขาไม่ได้แล้ว ลักษณะแบบนี้นอกจากจะเป็น “วิจิกิจฉา” แล้ว ยังเป็น “การปรามาสพระรัตนตรัย” อีกด้วย เขาไปวิเคราะห์พระไตรปิฎกกันว่า

ตรงจุดนี้คนทุกคนทำได้….เชื่อ

ตรงจุดนี้มีคนทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง…ละไว้ก่อนยังไม่เชื่อ

ตรงจุดนี้คนโดยทั่วไปไม่สามารถทำได้…ก็ไม่เชื่อไปเลย

หลายท่านวิเคราะห์ว่า พระไตรปิฎกมาเขียนขึ้นในสมัยหลัง เป็นวิสัยของศิษย์ย่อมต้องสรรเสริญครูบาอาจารย์จนเกินจริงเป็นธรรมดา น่าทุบไหม ? คนเก่งมีมากขึ้นทุกที แต่มักจะเก่งในการหาทางไปนรก..!
……………………………..
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com