อ่านหนังสือวันละหน้า หน้าที่ 2

อ่านหนังสือวันละหน้า หน้าที่ 2

..น้อยใจแม่..

..ความล้มเหลวเกิดขึ้นในครอบครัว..

..สุดท้ายก็เข้าไปหาแม่..ขอยืมเงินไปทำทุน ..แม่ให้เงินมาก้อนนึงเป็นทุนค้าขาย ..ขายของดีมากกำไรเยอะ..แต่ไม่เคยเอาทุนไปคืน..

..ไม่นาน..อยากได้อะไรก็ผ่อน..เงินทุนไม่พอก็กู้..ส่งแต่ดอก..ไม่เคยส่งต้นหมดเลย..ทำอะไรก็เป็นหนี้..ถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย..

..กลับไปหาแม่อีก..ให้ช่วยอีกครั้ง..แม่ให้เตี่ยไปกู้ผู้มีพระคุณมาให้ ..ได้เงินปุ๊บ..หันหลังให้แม่กับเตี่ยบอกกับแม่ว่า..ต้องรีบไป..ไม่เคยบอกว่าจะคืนเงินเมื่อไหร่

..ได้เงินมาค้าขายอีก..ก็ค้าขายดี..แต่พอจะมีกำไร..ของที่จะเป็นกำไร..ก็เหลือ..ขายไม่หมด..หนี้สินเริ่มท่วมหัว

..กู้อีกหนึ่งพัน..ส่งต้น..พร้อมดอกวันละ 40
ส่ง 40 วัน กู้หนึ่งพันส่ง 40 วัน ดอกพร้อมเงินต้น 1,600 บาท

..เอาของแม่มา..ไม่เคยพูดถึง..
..กู้คนอื่น..คืนได้.ดอกแพงแค่ไหนก็ยอมคืน..

..เจ้าหนี้ตามทวงถามเตี่ยว่า..เมื่อไหร่จะเอาเงินมาคืน..เตี่ยก็พลัดผ่อน..และทุกข์ใจกันทั้งบ้าน..

..พี่น้อง..เห็นเราก็เบื่อหน่าย..พอแม่ถามเรื่องเงิน..ก็เสียใจ..ว่า..แม่ให้พี่ชายมากมาย..ไม่เห็นแม่ทวงถาม..ต่อว่าแม่..ว่า..”รักลูกไม่เท่ากัน”..

..แม่ลำเอียง..แม่ลำเอียง..
..ไม่นานสามีปันใจ..ให้หญิงอื่น..ปันใจต่อหน้า..เงินที่หยิบยืมมา..เป็นเหล้าเบียร..บุหรี่ ผู้หญิงอื่น..ไม่เคยช่วยทำกิน..เพื่อสร้างครอบครัว..แต่สร้างหนี้ให้เราตามไปใช้หนี้มากมาย..มหาศาล..ทุกข์ใจ..

..เหมือนเราไม่เคยรู้จักความรักจากสามีเลย..

..กรรมที่ขอยืมเงินแม่มา..แล้วยังไม่คืน..ทำอะไรก็ขาดทุน..เพราะไม่คืนทุนให้แม่..
…ต้องไปใช้หนี้..ที่สามีสร้างไว้..อนาถมาก..

..กรรมที่น้อยใจ..ว่าแม่ลำเอียง..
..สามีมีหญิงอื่นทันที..

..ใครที่ยืมแม่มาแล้ว..ยังไม่มีโอกาสคืน..

..กลับไปกราบแม่..บอกว่า..”เงินที่เอาของแม่มาลงทุน..หนูจะเอามาคืนแม่นะ”..

..เพราะเราไม่เคยบอกว่า เราจะคืนถึงเป็นหนี้รากเลือด..

..แค่ไปบอกแม่ว่า..”จะคืนเงิน”..แม่ก็ชื่นใจแล้วค่ะ

..เริ่มต้นใหม่จะได้ไม่ติดขัด..

..แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ..

..ไม่มีประโยชน์อะไร..ที่ปีนขึ้นไปอยู่บนยอดได้.. ..ตรงไหนก็สูงเสมอ..ถ้าจิตใจไม่ตกต่ำ..

..ไม่มีประโยชน์อะไร..ที่ปีนขึ้นไปอยู่บนยอดได้..
..ตรงไหนก็สูงเสมอ..ถ้าจิตใจไม่ตกต่ำ..

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

อ่านหนังสือวันละหน้า หน้าที่1 เรื่องที่ไม่ควรทำ

อ่านหนังสือวันละหน้า

หน้าที่1 เรื่องที่ไม่ควรทำ

เคยทะเลาะกับแม่ แม่โกรธด่าอะไรออกมา
ก็พูดย้อนจนแม่ร้องไห้ แล้วไม่พูดกับแม่…
เวลาผ่านไปคลอดลูกชายหน้าตาน่ารัก..
พยายามพูดกับลูก สื่อสารอย่างไร ลูกชาย
ก็ไม่พูด ทุกข์ใจมากกลัวลูกเป็นใบ้

ความผิดปรกติเกิดขึ้นกับลูกตั้งแต่เกิดมา
ไม่เคยร้องให้ได้ยินเลย มดกัด หรือผึ้งต่อย
หรือถูกอะไรบาด ลูกไม่เคยร้องพอเราเห็น
เราเองที่ต้องร้องแทนลูกเพราะมันกินใจ
เห็นแผลแล้วใจสลายเหลือเกิน

ทุกข์ใจห้าปีเต็มลูกชายค่อยๆพูดสื่อสารได้
กรรมที่พูดให้แม่เสียใจ กรรมที่ไม่พูดกับแม่หนึ่งปี รับกรรมห้าปีกรรมทำหน้าที่ แม่ปวดใจที่เราพูดยอกย้อน แม่ปวดใจที่ลูกไม่พูดด้วย ยังไม่จบ

ระหว่างชีวิตที่อยู่กับครอบครัวไม่เคยมีความสุขเลยเพราะสามีเอามีดปาดตาลวางที่หัวนอนทุกวัน เราไม่มีโอกาสที่จะพูดหรือขออะไรจากสามีได้ เพราะเขาจำกัดการใช้เงินให้เท่าไหร่ก็ต้องใช้แค่นั้น

ตื่นนอนเข้าห้องน้ำเขาก็เอามีดตามลงมา
เขาพูดอะไร เราไม่มีสิทธิ์ถกเถียงเพราะมีดคมกริบพร้อมฟันเราได้ทุกเวลา ไม่เคยทะเลาะกันเพราะเรากลัว ไม่มีอิสระภาพหวาดกลัวตลอดเวลาทำงานได้เงินเท่าไหร่สามีเก็บหมด

นี่คือกรรมที่เราทำให้แม่ร้องไห้ เราต้องร้อง
มากกว่าที่แม่ร้องเป็นสิบเท่า เรื่องที่ไม่ควรทำคืออย่ายอกย้อน
อย่าไม่พูดกับแม่

โปรดติดตามหน้าที่2 วันต่อไป

แม่ชี ทศพร วชิระบำเพ็ญ

การช่วยเหลือผู้อื่น..ประโยชน์สูงสุด ล้วนกลับคืนมาสู่ผู้ให้…

การช่วยเหลือผู้อื่น..ประโยชน์สูงสุด
ล้วนกลับคืนมาสู่ผู้ให้…มีอีกหลายมุมมอง
ถ้าเราเห็นถูกต้อง..ทำในสิ่งที่เป็นเรา
ไม่เบียดเบียนผู้อื่น..ไม่เห็นแก่ตัว..มีชัยตั้งแต่คิด

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ
———————————-

….ทำไมคนตาบอดจึงถือโคมไฟ….

ยังมีตรอกสายหนึ่งที่ทั้งมืดทั้งแคบ ทั้งยังไม่มีดวงไฟส่องทางให้ความสว่างแม้แต่น้อย
ดังนั้นเมื่อถึงยามค่ำคืน การเดินทางในตรอกแห่งนี้จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

คืนวันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเดินผ่านเข้ามายังตรอกดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาราม ทว่าด้วยความที่ตรอกนี้มืดมิดกระทั่งนิ้วมือทั้งห้าของตนเองยังไม่อาจมองเห็นได้
เมื่อเดินไปเรื่อยๆ พระรูปนี้จึงทั้งเดินไปชนผู้อื่น และถูกผู้อื่นเดินมาชนไม่หยุดหย่อน สร้างความลำบากยิ่งนัก
ในตอนนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งถือโคมไฟเดินเข้ามายังตรอกดังกล่าว พลันทำให้ในตรอกเกิดแสงสว่างขึ้นพอสมควร พระรูปนั้นได้ยินคนเดินผ่านทางกล่าวว่า
“คนตาบอดผู้นั้นช่างแปลกนัก ตนเองมองไม่เห็นแท้ๆ ใยต้องถือโคมไฟให้วุ่นวาย”
เมื่อพระได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ รอจนกระทั้งคนตาบอดถือโคมไฟคนนั้นเดินผ่านมา จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ขออภัย ท่านตาบอดจริงๆ หรือ?”
คนผู้นั้นตอบว่า “ถูกแล้ว ข้าเกิดมาก็พิการ ตาสองข้างมองไม่เห็น สำหรับข้านั้นไม่ว่าจะยามเช้าสายบ่ายเย็นล้วนไม่ต่างกัน ทั้งยังไม่ทราบว่าแสงสว่างหน้าตาเป็นเช่นไร”
พระได้ยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้น เอ่ยถามต่อไปว่า “เช่นนั้นท่านจะถือโคมไฟไปเพื่ออะไร?”
คนตาบอดตอบว่า “เนื่องเพราะข้าเคยได้ยินคนพูดกันว่าในยามกลางคืนไร้แสงสว่าง คนตาดีทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกับข้าคือมองไม่เห็นสิ่งใด ดังนั้นข้าจึงถือโคมไฟไปไหนมาไหนเสมอ”
พระได้ยินดังนั้นก็เกิดความซาบซึ้งใจ เอ่ยคำ อมิตาพุทธออกมา และกล่าวต่อไปว่า
“ท่านช่างมีเมตตาธรรม ห่วงใยเพื่อนมนุษย์”
มิคาดคนตาบอดกลับกล่าวว่า “ผิดแล้ว ข้าทำไปเพื่อตัวเอง”
“ทำเพื่อตัวเองอย่างไร?” พระถามต่อด้วยความสงสัยใจ
คนตาบอดอธิบายว่า เมื่อครู่ท่านเดินอย่างมืดมนในตรอกใช่โดนคนเดินสวนไปมาชนเอาหรือไม่
ท่านดูข้าเองนั้นแม้เป็นคนตาบอด แต่ข้าไม่โดนผู้อื่นเดินชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนข้าก็เป็นเช่นเดียวกับท่านคือโดนคนเดินมาชนเอาบ่อยครั้ง แต่เมื่อข้าถือโคมไฟทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ที่ข้าจุดโคมไปไหนมาไหนด้วยนั้นข้าจุดเพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่น และเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นตัวข้า ตั้งแต่นั้นมาข้าก็ไม่โดนผู้ใดเดินชนอีกเลย

การเกิดมาเป็นมนุษย์..ถือว่าสอบผ่าน

การเกิดมาเป็นมนุษย์..ถือว่าสอบผ่าน
จะเลื่อนชั้นเป็นเทวดา..หรือตกชั้นเป็นมนุษย์ชั้นเปรต
ก็ต้องหาทิศให้ตัวเอง..ได้เรียนรู้
ใช้ความเป็นมนุษย์..คุ้ม…ที่เกิดมาหรือเปล่า

ท่านเชื่อมั้ย…เราเคยอด..อยาก
หาเงินได้..ไม่มีโอกาส..ได้ใช้จ่าย
กับเงินที่หามาได้..ซักบาท

จากที่รู้มาก..ฉลาดมาก..ก็เกิดภาพความเป็นลูกดี
ขายของได้เท่าไหร่..ให้แม่หมด..เวลาผ่านไป
แม่ใช้เงินที่เราขายของได้..ให้พี่ชาย
ครั้งละหลายร้อยบาท..นอนร้องไห้เสียใจที่เห็นแม่
ทำแบบนั้น..จากที่คิดว่า..เป็นคนดี
ก็เริ่มเปลี่ยนไป..ขโมยตังค์เตี่ย..
ทุกวัน..ทุกครั้งที่มีโอกาส..

อ่านต่อ

ดวงตาที่สวยที่สุดคือ ดวงตาที่มองแต่สิ่งที่ดีในตัวผู้อื่น

“ดวงตาที่สวยที่สุดคือ ดวงตาที่มองแต่สิ่งที่ดีในตัวผู้อื่น”
“มือที่สวยที่สุด คือ มือที่ฉุดดึงผู้ที่ล้มลงให้ลุกขึ้น”
“ขาที่สวยที่สุด คือ ขาที่ก้าวเดินด้วยสติและปัญญา”
“ปากที่สวยที่สุด คือ ปากที่พูดด้วยความรักและความเมตตา”

อยากเป็นที่รักต้องทักก่อน..”สวัสดี”
อยากมีความสุขต้องรู้จักพูด..”ขอบคุณ”
อยากผูกมิตร..ต้องตรงเวลา..ล่าช้าต้อง..”ขอโทษ”

สามประโยคสำคัญ..ใครได้ยิน..ก็เอ็นดู

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

จงมีชีวิต..อยู่ด้วยการสะสมความดี

จงมีชีวิต..อยู่ด้วยการสะสมความดี
และบุญกุศลให้มากขึ้น..อย่างต่อเนื่อง
แล้วคุณจะพบว่า..ชีวิตของคุณ..มีตัวช่วยอยู่ตลอดเวลา

จงมีชีวิต..อยู่อย่าง มีศีล สมาธิ ปัญญา
แล้วคุณจะพบกับคุณค่าของชีวิต
ที่จะมีแต่คำว่า สะอาด สว่าง สงบ

จงมีชีวิต..อยู่อย่างผู้ให้ มากกว่าการเป็นผู้รับ
แล้วคุณจะพบกับความสุขลึกๆ
ที่เป็นยาอายุวัฒนะจากการให้นั่นเอง

จงมีชีวิต..อยู่กับความจริง แล้วคุณจะพบว่า
จิตของคุณได้รับการปล่อยวาง อย่างแท้จริง
โดยไม่คาดหวังกับสิ่งใดจนเกินไป

จงมีชีวิต..อยู่ด้วยการรู้จักตนเอง มากกว่ารู้จักผู้อื่น
แล้วคุณจะพบว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
ล้วนแต่ต้องแก้ไขด้วยตัวเราทั้งสิ้น

จงมีชีวิต..อยู่ด้วยการอยู่อย่างพอเพียง
แล้วคุณจะพบว่า คุณไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย
เกินความจำเป็น ด้วยความอยาก และความโลภ

จงมีชีวิต..อยู่ด้วยการให้อภัย
แล้วคุณจะพบว่าคุณมีจิตใจที่แจ่มใส
ตลอดเวลา ไม่ปวดร้าวกับอดีตใดๆ

จงมีชีวิต..อยู่ด้วยจิตแห่ง ความรัก
รักโดยไม่หวังผล แล้วคุณจะไม่ต้องพบกับคำว่า
ความผิดหวัง ความแค้น ความเสียใจ อย่างที่ผ่านมา

จงมีชีวิต..อยู่กับปัจจุบัน อดีตคือประสบการณ์
อนาคตยังมาไม่ถึง ฉะนั้นทำวันนี้ให้ดีที่สุด
แล้วคุณจะพบว่า ชีวิตจะดีขึ้นและมีความสุข
มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดเจน
รุ่งเรือง รำ่รวย มีบริวารดีรอบตัว

ให้..จนเป็นนิสัย จะรู้ว่า..การเป็นผู้ให้
มีความสุขมากมาย

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

วันที่รู้ว่า..คนของเราเปลี่ยนใจ

วันที่รู้ว่า..คนของเราเปลี่ยนใจ
หายไปทั้งคืน..หรือหายไปหลายวัน
เราต้องเตรียมพร้อม..และเตรียมใจ
ที่เขาทำแบบนี้ได้..เพราะไม่เกรงใจเรา

ข้อ 1 เราทำหน้าที่สามี..ภรรยาบกพร่อง
ข้อ 2 หมดรัก..เบื่อ..อยากเลิก
ข้อ 3 คุมสติดีๆ อย่าชวนทะเลาะ

เก็บข้าวของ..ใส่กระเป๋า..กลับบ้านเรา
รอ..รอ..หนึ่งอาทิตย์ ถึง..หนึ่งเดือน
หนึ่งเดือนไม่มีใครมาตาม..หางานทำ
อย่าเสียใจนาน..หมดสัญญา..ช้า..หรือเร็วก็ต้องจาก..ชีวิตเป็นของเรา

หาโอกาสปฎิบัติธรรม..วิปัสสนาเท่านั้น
ที่จะช่วยชีวิตเรา..ที่ถูกคว่ำให้หงายขึ้น
วันใดที่เราเข้าใจพระธรรม..เราจะรู้ด้วยตัวเองว่า..ความทุกข์..ทุกเรื่อง..ดับได้ที่ใจจริงๆ

..แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ..

ชีวิตของทุกคน..ล้วนผ่านความอิจฉา..ริษยา..นับชาติไม่ถ้วน

..ชีวิตของทุกคน..ล้วนผ่านความอิจฉา..ริษยา..นับชาติไม่ถ้วน..ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร..อยู่ในสภาพ..สถานะใด..ถ้าถูกความอิจฉาครอบงำ..ก็เปรียบ..เช่น..น้ำกรด..ราด..รดอยู่ในใจ..ตนเอง..ตลอดเวลา..หาความสุขสงบ..ไม่ได้เลย..

..ความยินดีในผู้อื่น..
..จะไม่ปรากฏในใจ..
..ของผู้มีความอิษฉา..

..เคยอิจฉามาก่อน..ค่อนข้างสนิท..
..เลยรู้ว่า..มันทุกข์มาก..

..ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ..