๗. อนัตตลักขณสูตร

๗. อนัตตลักขณสูตร
ว่าด้วยลักษณะแห่งอนัตตา
{๑๒๗}สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคประทับอยู่    ณ    ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  เขตกรุงพาราณสี    ณ    ที่นั้น    พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกพระปัญจวัคคีย์มาตรัสว่า  ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรื่องนี้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย    รูปเป็นอนัตตา    ถ้ารูปนี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้    รูปนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลพึงได้ในรูปว่า    ‘รูปของเราจงเป็นอย่างนี้    รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’    ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา    ฉะนั้น    รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า         ‘รูปของเราจงเป็นอย่างนี้    รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’
เวทนาเป็นอนัตตา    ถ้าเวทนานี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้    เวทนานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลพึงได้ในเวทนาว่า    ‘เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้    เวทนาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’    ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา    ฉะนั้น    เวทนาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลย่อมไม่ได้ในเวทนาว่า    ‘เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้    เวทนาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’
สัญญาเป็นอนัตตา    ถ้าสัญญานี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้    สัญญานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลพึงได้ในสัญญาว่า  ‘สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้    สัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’    ก็เพราะสัญญาเป็นอนัตตา    ฉะนั้น    สัญญาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลย่อมไม่ได้ในสัญญาว่า    ‘สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้    สัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’
สังขารเป็นอนัตตา    ถ้าสังขารนี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้    สังขารนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลพึงได้ในสังขารว่า    ‘สังขารของเราจงเป็นอย่างนี้    สังขารของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’    ก็เพราะสังขารเป็นอนัตตา    ฉะนั้น    สังขารจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  และบุคคลย่อมไม่ได้ในสังขารว่า    ‘สังขารของเราจงเป็นอย่างนี้    สังขารของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’
วิญญาณเป็นอนัตตา    ถ้าวิญญาณนี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้    วิญญาณนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่อ
อาพาธ    และบุคคลพึงได้ในวิญญาณว่า    ‘วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’    ก็เพราะวิญญาณเป็นอนัตตา    ฉะนั้นวิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ    และบุคคลย่อมไม่ได้ในวิญญาณว่า    ‘วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้    วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’
ภิกษุทั้งหลาย    เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร    รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง    พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์    พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    มีความแปรผันเป็นธรรมดา    ควรหรือที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า    ‘นั่นของเรา    เราเป็นนั่น    นั่นเป็นอัตตาของเรา”
“ข้อนั้นไม่ควรเลย    พระพุทธเจ้าข้า”
 
           “เวทนา  เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
           “ไม่เที่ยง    พระพุทธเจ้าข้า”
           “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
           “เป็นทุกข์    พระพุทธเจ้าข้า”
           “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    มีความแปรผันเป็นธรรมดา    ควรหรือที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า    ‘นั่นของเรา    เราเป็นนั่น    นั่นเป็นอัตตาของเรา”
           “ข้อนั้นไม่ควรเลย    พระพุทธเจ้าข้า”
 
สัญญา    เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง    พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์    พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    มีความแปรผันเป็นธรรมดา    ควรหรือที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า    ‘นั่นของเรา    เราเป็นนั่น    นั่นเป็นอัตตาของเรา”
           “ข้อนั้นไม่ควรเลย    พระพุทธเจ้าข้า”
 
สังขาร   เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง    พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์    พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    มีความแปรผันเป็นธรรมดา    ควรหรือที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า    ‘นั่นของเรา    เราเป็นนั่น    นั่นเป็นอัตตาของเรา”
           “ข้อนั้นไม่ควรเลย    พระพุทธเจ้าข้า”
 
วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง    พระพุทธเจ้าข้า
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์    พระพุทธเจ้าข้า”
  “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    มีความแปรผันเป็นธรรมดา    ควรหรือที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า    ‘นั่นของเรา    เราเป็นนั่น    นั่นเป็นอัตตาของเรา”
           “ข้อนั้นไม่ควรเลย    พระพุทธเจ้าข้า”
  “ภิกษุทั้งหลาย    เพราะเหตุนั้น    รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคตและปัจจุบัน    ภายในหรือภายนอก    หยาบหรือละเอียด    เลวหรือประณีต    ไกลหรือใกล้ก็ตาม    รูปทั้งหมดนั้น  เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า    ‘นั่นไม่ใช่ของเรา    เราไม่เป็นนั่น    นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
           เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคตและปัจจุบัน   ภายในหรือภายนอก    หยาบหรือละเอียด   เลวหรือประณีต  ไกลหรือใกล้ก็ตาม   เวทนาทั้งหมดนั้น  เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า    ‘นั่นไม่ใช่ของเรา    เราไม่เป็นนั่น                นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
           สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคตและปัจจุบัน    ภายในหรือภายนอก    หยาบหรือละเอียด    เลวหรือประณีต    ไกลหรือใกล้ก็ตาม    สัญญาทั้งหมดนั้น  เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า    ‘นั่นไม่ใช่ของเรา    เราไม่เป็นนั่น             นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
           สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน   ภายในหรือภายนอก    หยาบหรือละเอียด    เลวหรือประณีต     ไกลหรือใกล้ก็ตาม    สังขารทั้งหมดนั้น  เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความจริงอย่างนี้ว่า    ‘นั่นไม่ใช่ของเรา    เราไม่เป็นนั่น                 นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
           วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง    ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    และปัจจุบัน    ภายในหรือภายนอก    หยาบหรือละเอียด    เลวหรือประณีต    ไกลหรือใกล้ก็ตาม    วิญญาณทั้งหมดนั้น  เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า‘นั่นไม่ใช่ของเรา    เราไม่เป็นนั่น            นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
ภิกษุทั้งหลาย    อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขาร  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ    เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด    เพราะคลายกำหนัดจิตย่อมหลุดพ้น    เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว    ก็รู้ว่า    ‘หลุดพ้นแล้ว’    รู้ชัดว่า    ‘ชาติสิ้นแล้ว  อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว    ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว    ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
           พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอนัตตลักขณสูตรนี้จบแล้ว    พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดีต่างชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค   เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเวยยากรณภาษิตนี้อยู่   พระปัญจวัคคีย์ก็มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น
 
พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาฯ (ภาษาไทย ๑) เล่มที่ ๑๗  หน้า ๙๔
————————
แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ