ประวัติโฆสกเศรษฐี

ประวัติโฆสกเศรษฐี

นายโกตุหลิกะทิ้งลูกตอนที่๑

เมื่อเกิดอหิวาตกโรค

ใน “แคว้นอัลลปกัปปะ”

ชายผู้หนึ่งชื่อว่า “โกตุหลิกะ” จึงปรึกษาภรรยาผู้มีบุตรอ่อนชื่อ “นางกาลี”
ว่า “เราอย่าอยู่ในที่นี้เลย”

จึงเตรียมเสบียงอาหารเดินทาง
ไปเมืองโกสัมพี

ต่อมาเสบียงหมด เพราะเดินทางลำบาก
จนผัวบอกกับเมียว่า

“ลูกเรานี้ทิ้งเสียเถิด เรามีชีวิตอยู่ก็จะมีลูกอีกได้”

เมียกล่าวว่า
“ไม่อาจทิ้งได้ ลูกเหมือนดวงใจฉัน
เราจะเปลี่ยนกันอุ้มไปเถิด”

เวลาเมียอุ้ม ได้กอดลูกไว้กับอกประคับประคองเหมือนพวงดอกไม้ 

เมื่อผัวอุ้มก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ขณะที่เมียเผลอจึงวางลูกไว้บนใบไม้ใต้พุ่มไม้แห่งหนึ่ง

อ่านต่อ

ข้าพเจ้ามีความปรารถนาทีจะขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน

ข้าพเจ้ามีความปรารถนาทีจะขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน
บุญใดกุศลใดที่ท่านขวนขวายในทุกเส้นทางธุดงค์วัตรตลอดโครงการจาริกธุดงค์เฉลิมพระเกียรติ
ขอให้ข้าพเจ้ามีส่วนในบุญของท่าน

ขอให้ข้าพเจ้ามีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัยตลอดชีวิต
ด้วยการอนุโมทนาในครั้งนี้เทอญ

อ่านออกเสียงนะคะ

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

พญามารก็ทุกข์ใจ เสียใจเป็นเหมือนกัน

พญามารก็ทุกข์ใจ เสียใจเป็นเหมือนกัน

การปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์แก่พุทธศาสนิกชนโดยทั่วหน้า ไม่เว้นแม้แต่พญามาร

พญามารเป็นเทวดาในชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าเป็นใหญ่ในทางกามคุณอารมณ์

ต้องการให้สัตว์โลกทั้งหลายเพลิดเพลิน
อยู่กับกามคุณอารมณ์

ผู้ใดตรึกที่จะออกจากกามคุณ ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการบรรพชา อุปสมบท ทำฌานหรือวิปัสสนาก็ตาม

เมื่อมารรู้เข้า ก็จะตามผจญผู้นั้นเพื่อมิให้ออกจากกามคุณไปได้

ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ อันเป็นวิสาขะ ก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

พญามารได้นำพลพรรคเสนามารมาเป็นจำนวนมาก เพื่อขัดขวางเจ้าชายสิทธัตถะ แต่ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้แก่อำนาจบารมีที่เจ้าชายสิทธัตถะได้บำเพ็ญมา

พญามารจึงเกิดความเสียใจไปนั่งอยู่ที่หนทางใหญ่ แล้วขีดเส้นลงบนแผ่นดิน ๑๖ เส้น แต่ละเส้นมีความหมายดังนี้

เส้นที่ ๑ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ ทานบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๒ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ ศีลบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๓ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ เนกขัมมบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๔ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ ปัญญาบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๕ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ วิริยะบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๖ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ ขันติบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๗ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ สัจจบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๘ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ อธิษฐานบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๙ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ เมตตาบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๐ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ อุเบกขาบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๑ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอด 

อินทริยปโรปริยัตติญาณ อันไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเหมือนสิทธัตถะนี้

เราจึงไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๒ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอด 

อาสยานุสยญาณ อันไม่ทั่วไทุกข์หม่นหมองใจาให้ปรินิพพานมาหลายครั้งแล้ว เมื่อถึงวันนี้มารจะไม่มีความสุขได้อย่างไร

เราจึงไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๓ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอด 

มหากรุณาสมาปัตติญาณ อันไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเหมือนสิทธัตถะนี้

เราจึงไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๔ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอด 

ยมกปาฏิหาริยญาณ อันไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเหมือนสิทธัตถะนี้

เราจึงไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๕ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอด

อนาวรณญาณ อันไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเหมือนสิทธัตถะนี้

เราจึงไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๖ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอด

สัพพัญญุตญาณ อันไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเหมือนสิทธัตถะนี้ เราจึงไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้

มารนั่งขีดเส้น ๑๖ เส้นอยู่ที่ทางใหญ่ด้วยความเสียใจ เพราะเหตุดังกล่าวมานี้

ก็สมัยนั้นธิดาของมาร ๓ นางคือ นางตัณหา นางอรตี และ นางราคา คิดว่าบัดนี้บิดาของพวกเราอยู่ที่ไหนหนอ 

จึงพากันมองหา ได้เห็นบิดาผู้มีความโทมนัสนั่งขีดแผ่นดินอยู่ จึงพากันไปหาแล้วถามว่า ท่านพ่อเพราะเหตุไรท่านพ่อจึงเป็นทุกข์หม่นหมองใจ

มารกล่าวว่าลูกเอ๋ย มหาสมณะนี้ (หมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ล่วงพ้นอำนาจของเราเสียแล้ว พ่อคอยดูอยู่ตลอดเวลาประมาณเท่านี้ (เวลา ๗ ปี) ไม่อาจได้เห็นช่องคือโทษของสมณะนี้ เพราะเหตุนั้นพ่อจึงเป็นทุกข์หม่นหมองใจ

ธิดามารกล่าวว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านพ่ออย่าเสียใจเลย ลูกๆจักทำมหาสมณะนั่นไว้ในอำนาจของพวกตน แล้วพามา

มารกล่าวว่า ลูกเอ๋ยมหาสมณะนี้ ใครๆไม่อาจทำไว้ในอำนาจได้ บุรุษผู้นี้ตั้งอยู่ในศรัทธาอันไม่หวั่นไหว

ธิดามารกล่าวว่า ท่านพ่อ พวกลูกชื่อว่าเป็นสตรี ลูกๆจักเอาบ่วงคือ “ราคะ” เป็นต้น ผูกมหาสมณะนั้น แล้วนำมาเดี๋ยวนี้แหละ

ครั้นแล้วธิดามารจึงเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ พวกข้าพระบาทจะบำเรอบาทของพระองค์

พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงใส่ใจถึงคำของพวกนาง ทั้งไม่ทรงลืมพระเนตรแลดู ทรงนั่งเสวยสุขอันเกิดแต่วิเวกอย่างเดียว 

เพราะทรงน้อมพระทัยไปในธรรมอันเป็นเครื่องสิ้นแห่งอุปธิอันยอดเยี่ยม (อุปธิ เป็นชื่อของ กิเลสก็ได้ ขันธ์ก็ได้)

ธิดามารคิดกันอีกว่า ความประสงค์ของผู้ชายเอาแน่ไม่ได้ บางพวกมีความรักหญิงเด็กๆ บางพวกรักหญิงผู้อยู่ในปฐมวัย บางพวกรักผู้หญิงอยู่ในมัชฌิมวัย 

ถ้ากระไรพวกเราควรเอารูปต่างๆอย่างเข้าไปล่อ แต่ละนางจึงเนรมิตอัตภาพของตน

โดยเป็นหญิงวัยรุ่น หญิงกลางคน หญิงผู้ใหญ่ เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง ๖ ครั้ง

แล้วทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ข้าทั้งหลายจะบำเรอบาทพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงใส่พระทัยแต่ทรงน้อมพระทัยไปในธรรมเป็นเครื่องสิ้นไปแห่งอุปธิอันยอดเยี่ยม (นิพพาน)

ธิดามารเหล่านั้นพากันกล่าวคำเป็นต้นว่า เป็นความจริงบิดาของพวกเราได้กล่าวไว้ว่า พระอรหันต์สุคตเจ้าในโลก ใครๆจะนำไปง่ายๆด้วยราคะ หาได้ไม่ ดังนี้แล้วพากันกลับมายังที่อยู่ของบิดาตน

เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเสด็จจาริกไปโปรดสัตว์ตามที่ต่างๆ มารก็ตามมาขัดขวางอยู่บ่อยๆ 

จนเมื่อพระพุทธองค์ใกล้จะปรินิพพาน มารก็ยังมาทูลอาราธนาให้ปรินิพพานเสียเร็วๆ เพราะเมื่อได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส

ในคำสอนก็จะลดน้อยลง บุคคลจำนวนมากก็จะตกอยู่ภายใต้บ่วงมารต่อไป

ด้วยเหตุนี้เมื่อถึงวันที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานอันตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ จึงเป็นวันที่นำความสุขมาให้แก่มาร เพราะมารได้ทูลอาราธนาให้

ปรินิพพานมาหลายครั้งแล้ว เมื่อถึงวันนี้มารจะไม่มีความสุขได้อย่างไร

………………………………………………………

การชนะที่ประเสริฐคือการชนะใจตนเอง

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

แจกทานวัดบุปผาราม..

แจกทานวัดบุปผาราม
วัดบุปผารามนางวิสาขาสร้างถวายสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ใกล้กับวัดเชตวันมหาวรวิหารที่อนาถบิณฑกะเศรษฐีสร้างถวาย

การเข้าไปยังวัดบุปผารามไปเพื่อแจกทานแก่ชุมชนในบริเวณวัดนี้ทดสอบบารมีธรรมยิ่งนัก

ทั้งคนแก่คนหนุ่มสาวเด็กเล็กเด็กใหญ่ ถูกอุ้มถูกจูงมือให้มีส่วนในการรับอย่างอื้ออึง

ตั้งจิตอธิฐานด้วยจิตที่เป็นกุศลให้จนหมดสิ้นไม่เหลือ
ทุกคนก็แยกย้าย

ทุกคนมีใบหน้าเปื้อนด้วยรอยยิ้ม ที่สามารถ
แย่งรับได้ไม่จำกัด

สักพักเดินดูสิ่งก่อสร้างวัดบุปผารามที่เหลือไว้ให้เห็นไม่มากเท่าวัดเชตวัน เสาอโศกถูกตัดเป็นศิวลึงค์ของศาสนาฮินดู ไม่เที่ยงหนอในโลกนี้

นั่งรถสามล้อแบตตรี่ออกมา

หมู่บ้านสองข้างทางแสดงธรรม

ทุกคนในหมู่บ้านออกยืนที่หน้าบ้านตน
นำของที่ได้มายกขึ้นมาโชว์ว่าเขาได้ของที่เรานำมาแจกด้วยรอยยิ้มที่มีไมตรี

ไม่เห็นเขาเพราะจำได้ว่าเราไม่เห็นพวกเขาเลย

คงเป็นน้องชายตัวเล็ก น้องสาวตัวน้อย หรือลูกสาวลูกชายของพวกเขาทำหน้าที่อย่างสุดกำลังในการแย่งชิงกับคนในวัยเดียวกัน ที่ได้รับโอกาส

เขาทำหน้าที่เพื่อครอบครัว เห็นแล้วใจหาย
ที่เคยดึงของกลับเพราะจำได้ว่าเขารับไปแล้วหลายครั้ง ทำไมเขาไม่รู้จักพอเสียที

เห็นธรรมะจากการให้ในครั้งนี้ต้องกลับมาคิดใหม่ว่า
เมื่อไหร่ที่คิดจะให้ใจต้องตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
ถ้ายังไม่พร้อมก็อย่าคิดจะให้ใครเลย

….เพราะ….

อกุศลกรรมพร้อมที่จะทำให้เราเสียแต้มโกรธพวกเขาอย่างไม่ให้อภัย

สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่สิ่งที่เราคิด
สิ่งที่เราคิดไม่ใช่สิ่งที่เราเห็น

ข้าพเจ้ามีศรัทธาในทานศีลภาวนาเป็นนิจ
ข้าพเจ้ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต

พึงมีสติทุกลมหายใจ

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปเยี่ยมพระเรวัตตะน้องชายพระสารีบุตร

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปเยี่ยมพระเรวัตตะน้องชายพระสารีบุตร

ครั้งนั้น พระสารีบุตร เมื่อได้ทราบข่าวการบวชของท่านเรวัตตะ จึงได้กราบทูลพระศาสดาว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นัยว่า พระเรวัตตะผู้เป็นน้องชายของข้าพระองค์บวชแล้ว ข้าพระองค์จักไปเยี่ยมเธอ

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบว่าพระเรวัตตะเพิ่งจะเริ่มทำความเพียรเจริญวิปัสสนา

จึงทรงห้ามพระสารีบุตรถึง ๒ ครั้ง
ในครั้งที่ ๓ เมื่อพระสารีบุตรทูลอ้อนวอนอีก

ทรงทราบว่า พระเรวตะได้บรรลุพระอรหัตแล้วจึงตรัสว่า สารีบุตร แม้เราเองก็จักไป เธอจงบอกให้พวกภิกษุได้ทราบด้วย

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่18มกราคม 2563 วันแห่งชัยชนะ ตั้งโรงทานวัดภูเขาทอง ต.ภูเขาทอง อ.นครศรีอยุธยา จ.อยุธยา

วันเสาร์ที่18มกราคม 2563
วันแห่งชัยชนะ
ตั้งโรงทานวัดภูเขาทอง ต.ภูเขาทอง อ.นครศรีอยุธยา จ.อยุธยา

โครงการจาริกธุธงค์ 1ธันวาคม2562ถึง 18 มกราคม2563
พระสงฆ์หมู่ใหญ่ในทิศทั้งสี่600รูป
เดินธุดงค์ระยะทาง 50 โยชน์
……………………………………………………………………………
ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น 8,000ชาม
หอยทอด 5,000 จาน
ข้าวเหนียวมะม่วง1,000กล่อง
น้ำดื่ม 5,760 ขวด

อนุโมทนาบุญร่วมกันค่ะ

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญข้าพเจ้าขอน้อมจิตมหาอนุโมทนา ในกุศลผลแห่งความเพียรทั้งหลาย ขอให้ข้าพเจ้ามีส่วนในมหาอนุโมทนาด้วยเทอญ

สงฆ์ใดสาวกศาสดารับปฏิบัติมา
แต่องค์สมเด็จภัควันต์
เห็นแจ้งจตุสัจเสร็จบรรลุทางที่อัน
ระงับและดับทุกข์ภัย
โดยเสด็จพระผู้ตรัสไตร   ปัญญาผ่องใส
สะอาดและปราศมัวหมอง
เหินห่างทางข้าศึกปอง บ มิลำพอง
ด้วยกายและวาจาใจ
เป็นเนื้อนาบุญอันไพศาลแด่โลกัย
และเกิดพิบูลย์พูนผล
สมญาเอารสทศพลมีคุณอนนต์
อเนกจะนับเหลือตรา
ข้าขอนบหมู่พระศราพกทรงคุณา
นุคุณประดุจรำพัน
ด้วยเดชบุญข้าอภิวันท์พระไตรรัตน์อัน
อุดมดิเรกนิรัติศัย
ขอจงขจัดโภยภัยอันตรายใดใด
จงดับและกลับเสื่อมสูญ            
…………………………………………………………………….
ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญข้าพเจ้าขอน้อมจิตมหาอนุโมทนา
ในกุศลผลแห่งความเพียรทั้งหลาย
ขอให้ข้าพเจ้ามีส่วนในมหาอนุโมทนาด้วยเทอญ

กราบมหาอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ