รอยยิ้มและแววตาแห่งความยินดี

Good night watbuparam shrawasti
รอยยิ้มและแววตาแห่งความยินดี
คือสิ่งตอบแทน..มีค่ายิ่งกว่ายศถาบรรดาศักดิ์
การให้ที่ไม่สิ้นสุด..ความปรารถนาดี..ที่มนุษย์พึงมีต่อกัน

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

กำเนิดนางสามาวดี

กำเนิดนางสามาวดี

ครั้งนั้น ภัททวติยเศรษฐี นี้ปรึกษากับภริยาว่า น้องเอ๋ย ฉาตกภัย(ภัยจากความแห้งแล้งอดอยาก)นี้ยังไม่ปรากฏภายใน จำเราจักไปหาโฆสกเศรษฐีสหายเราในกรุงโกสัมพี สหายนั้นพบเรา คงจะไม่รู้จัก 

ภัททวติยเศรษฐีนั้น ให้คนที่เหลือกลับกันแล้ว ก็พาภริยาและธิดา

เดินทางไปกรุงโกสัมพี ทั้งสามคนประสบทุกข์เป็นอันมากในระหว่างทาง ก็บรรลุกรุงโกสัมพีตามลำดับ

พักอาศัยอยู่ ณ ศาลาหลังหนึ่ง ฝ่ายโฆสกเศรษฐี ให้เขาจัดมหาทานแก่พวกคนกำพร้า คนเดินทางไกล วณิพก และยาจกใกล้ประตูเรือนของตน

อ่านต่อ

ลูกรัก…อย่าท้อ

..ลูกรัก..อย่าท้อ..

..บุญ-ทานทำยากมาก..ถ้ามารในใจเรามีมาก..
..เราอาจเกิดมาเพียงแค่เห็นดวงตะวันขึ้นและลงเท่านั้น..
..ชีวิตถูกย้อมด้วย..โลภ-โกรธ-หลง มานานหลายแสนชาติ..

..ลูกต้องตั้งใจ..

..น้อมระลึกถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งทุกลมหายใจ..

..รักษาศีล..ให้ทาน..เจริญภาวนา..ของเฉพาะตัว..เฉพาะตน..

..ศรัทธาอย่างมีเป้าหมาย..
..ไม่หลงทาง..
..เกิดมาพบพระพุทธศาสนา..
..มีทางออกให้ชีวิต..ในโลกหน้าแน่นอน..

..ถ้าลงมือปฎิบัติตามเป้าหมายอย่างจริงจัง..
..แม้ในโลกนี้..ลูกก็จะรู้จักความสุขในแบบของเรา..

..ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ..

พระนางสุปปวาสาทรงคลอดพระสีวลีง่ายเพราะพุทธานุภาพ

พระนางสุปปวาสาทรงคลอดพระสีวลีง่ายเพราะพุทธานุภาพ

พระสีวลีอยู่ในพระครรภ์ครบกำหนดคลอดแล้วก็ยังไม่คลอด ทำให้พระนางทนทุกข์ทรมานทั้งกายและใจอยู่ ๗ ปี ๗ วัน 

ครั้งนั้น พระนางได้ตรัสขอให้พระสวามีไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วกราบทูลตามคำของพระนาง

พระสวามีทรงรับคำแล้วเสด็จเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ป่ากุณฑิฐานวัน ใกล้พระนครกุณฑิยา แล้วกราบทูลว่า ...

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดา ขอถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า 

ให้ตรัสถามถึงความมีพระอาพาธน้อย พระโรคเบาบาง ความกระปรี้กระเปร่าทรงพระกำลังและความอยู่สำราญของพระองค์

อ่านต่อ

ประวัติโฆษกเศรษฐี ตอนที่ 2

ทิ้งลูกตอนที่ ๒

พอรู้เข้าเศรษฐีเร่าร้อนมาก ออกวิ่งไปบ้านช่างหม้อ พร้อมตะโกนว่า

“อย่าเพิ่งฆ่า ! อย่าเพิ่งฆ่า !”

ช่างหม้อเห็นเศรษฐีวิ่งมาเช่นนั้น จึงกล่าวว่า

“อย่าเอะอะไป ! สิ่งที่สั่งทำนั้นเรียบร้อยแล้ว”

เศรษฐีมีความโศกดุจภูเขาใหญ่ทับอยู่ บอกไม่ได้ว่าคนตายคือ “ลูกเรา”

ถูกทิ้งครั้งที่​๗

นับแต่นั้นมา เขาเริ่มป่วยเพราะความทุกข์ใจ ไม่อาจมองดูโฆสกะตรงๆได้ จึงคิดหาวิธีอยู่วันแล้ววันเล่า

ในที่สุดก็ออกอุบายว่า

อ่านต่อ

ประวัติโฆสกเศรษฐี

ประวัติโฆสกเศรษฐี

นายโกตุหลิกะทิ้งลูกตอนที่๑

เมื่อเกิดอหิวาตกโรค

ใน “แคว้นอัลลปกัปปะ”

ชายผู้หนึ่งชื่อว่า “โกตุหลิกะ” จึงปรึกษาภรรยาผู้มีบุตรอ่อนชื่อ “นางกาลี”
ว่า “เราอย่าอยู่ในที่นี้เลย”

จึงเตรียมเสบียงอาหารเดินทาง
ไปเมืองโกสัมพี

ต่อมาเสบียงหมด เพราะเดินทางลำบาก
จนผัวบอกกับเมียว่า

“ลูกเรานี้ทิ้งเสียเถิด เรามีชีวิตอยู่ก็จะมีลูกอีกได้”

เมียกล่าวว่า
“ไม่อาจทิ้งได้ ลูกเหมือนดวงใจฉัน
เราจะเปลี่ยนกันอุ้มไปเถิด”

เวลาเมียอุ้ม ได้กอดลูกไว้กับอกประคับประคองเหมือนพวงดอกไม้ 

เมื่อผัวอุ้มก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ขณะที่เมียเผลอจึงวางลูกไว้บนใบไม้ใต้พุ่มไม้แห่งหนึ่ง

อ่านต่อ

ข้าพเจ้ามีความปรารถนาทีจะขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน

ข้าพเจ้ามีความปรารถนาทีจะขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน
บุญใดกุศลใดที่ท่านขวนขวายในทุกเส้นทางธุดงค์วัตรตลอดโครงการจาริกธุดงค์เฉลิมพระเกียรติ
ขอให้ข้าพเจ้ามีส่วนในบุญของท่าน

ขอให้ข้าพเจ้ามีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัยตลอดชีวิต
ด้วยการอนุโมทนาในครั้งนี้เทอญ

อ่านออกเสียงนะคะ

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ

พญามารก็ทุกข์ใจ เสียใจเป็นเหมือนกัน

พญามารก็ทุกข์ใจ เสียใจเป็นเหมือนกัน

การปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์แก่พุทธศาสนิกชนโดยทั่วหน้า ไม่เว้นแม้แต่พญามาร

พญามารเป็นเทวดาในชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าเป็นใหญ่ในทางกามคุณอารมณ์

ต้องการให้สัตว์โลกทั้งหลายเพลิดเพลิน
อยู่กับกามคุณอารมณ์

ผู้ใดตรึกที่จะออกจากกามคุณ ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการบรรพชา อุปสมบท ทำฌานหรือวิปัสสนาก็ตาม

เมื่อมารรู้เข้า ก็จะตามผจญผู้นั้นเพื่อมิให้ออกจากกามคุณไปได้

ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ อันเป็นวิสาขะ ก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

พญามารได้นำพลพรรคเสนามารมาเป็นจำนวนมาก เพื่อขัดขวางเจ้าชายสิทธัตถะ แต่ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้แก่อำนาจบารมีที่เจ้าชายสิทธัตถะได้บำเพ็ญมา

พญามารจึงเกิดความเสียใจไปนั่งอยู่ที่หนทางใหญ่ แล้วขีดเส้นลงบนแผ่นดิน ๑๖ เส้น แต่ละเส้นมีความหมายดังนี้

เส้นที่ ๑ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ ทานบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๒ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ ศีลบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๓ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ เนกขัมมบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๔ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ ปัญญาบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๕ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ วิริยะบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๖ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ ขันติบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๗ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ สัจจบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๘ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ อธิษฐานบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๙ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ เมตตาบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๐ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญ อุเบกขาบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๑ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอด 

อินทริยปโรปริยัตติญาณ อันไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเหมือนสิทธัตถะนี้

เราจึงไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๒ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอด 

อาสยานุสยญาณ อันไม่ทั่วไทุกข์หม่นหมองใจาให้ปรินิพพานมาหลายครั้งแล้ว เมื่อถึงวันนี้มารจะไม่มีความสุขได้อย่างไร

เราจึงไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๓ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอด 

มหากรุณาสมาปัตติญาณ อันไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเหมือนสิทธัตถะนี้

เราจึงไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๔ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอด 

ยมกปาฏิหาริยญาณ อันไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเหมือนสิทธัตถะนี้

เราจึงไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๕ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอด

อนาวรณญาณ อันไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเหมือนสิทธัตถะนี้

เราจึงไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้

เส้นที่ ๑๖ มารคิดว่าเราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอด

สัพพัญญุตญาณ อันไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเหมือนสิทธัตถะนี้ เราจึงไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้

มารนั่งขีดเส้น ๑๖ เส้นอยู่ที่ทางใหญ่ด้วยความเสียใจ เพราะเหตุดังกล่าวมานี้

ก็สมัยนั้นธิดาของมาร ๓ นางคือ นางตัณหา นางอรตี และ นางราคา คิดว่าบัดนี้บิดาของพวกเราอยู่ที่ไหนหนอ 

จึงพากันมองหา ได้เห็นบิดาผู้มีความโทมนัสนั่งขีดแผ่นดินอยู่ จึงพากันไปหาแล้วถามว่า ท่านพ่อเพราะเหตุไรท่านพ่อจึงเป็นทุกข์หม่นหมองใจ

มารกล่าวว่าลูกเอ๋ย มหาสมณะนี้ (หมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ล่วงพ้นอำนาจของเราเสียแล้ว พ่อคอยดูอยู่ตลอดเวลาประมาณเท่านี้ (เวลา ๗ ปี) ไม่อาจได้เห็นช่องคือโทษของสมณะนี้ เพราะเหตุนั้นพ่อจึงเป็นทุกข์หม่นหมองใจ

ธิดามารกล่าวว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านพ่ออย่าเสียใจเลย ลูกๆจักทำมหาสมณะนั่นไว้ในอำนาจของพวกตน แล้วพามา

มารกล่าวว่า ลูกเอ๋ยมหาสมณะนี้ ใครๆไม่อาจทำไว้ในอำนาจได้ บุรุษผู้นี้ตั้งอยู่ในศรัทธาอันไม่หวั่นไหว

ธิดามารกล่าวว่า ท่านพ่อ พวกลูกชื่อว่าเป็นสตรี ลูกๆจักเอาบ่วงคือ “ราคะ” เป็นต้น ผูกมหาสมณะนั้น แล้วนำมาเดี๋ยวนี้แหละ

ครั้นแล้วธิดามารจึงเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ พวกข้าพระบาทจะบำเรอบาทของพระองค์

พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงใส่ใจถึงคำของพวกนาง ทั้งไม่ทรงลืมพระเนตรแลดู ทรงนั่งเสวยสุขอันเกิดแต่วิเวกอย่างเดียว 

เพราะทรงน้อมพระทัยไปในธรรมอันเป็นเครื่องสิ้นแห่งอุปธิอันยอดเยี่ยม (อุปธิ เป็นชื่อของ กิเลสก็ได้ ขันธ์ก็ได้)

ธิดามารคิดกันอีกว่า ความประสงค์ของผู้ชายเอาแน่ไม่ได้ บางพวกมีความรักหญิงเด็กๆ บางพวกรักหญิงผู้อยู่ในปฐมวัย บางพวกรักผู้หญิงอยู่ในมัชฌิมวัย 

ถ้ากระไรพวกเราควรเอารูปต่างๆอย่างเข้าไปล่อ แต่ละนางจึงเนรมิตอัตภาพของตน

โดยเป็นหญิงวัยรุ่น หญิงกลางคน หญิงผู้ใหญ่ เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง ๖ ครั้ง

แล้วทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ข้าทั้งหลายจะบำเรอบาทพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงใส่พระทัยแต่ทรงน้อมพระทัยไปในธรรมเป็นเครื่องสิ้นไปแห่งอุปธิอันยอดเยี่ยม (นิพพาน)

ธิดามารเหล่านั้นพากันกล่าวคำเป็นต้นว่า เป็นความจริงบิดาของพวกเราได้กล่าวไว้ว่า พระอรหันต์สุคตเจ้าในโลก ใครๆจะนำไปง่ายๆด้วยราคะ หาได้ไม่ ดังนี้แล้วพากันกลับมายังที่อยู่ของบิดาตน

เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเสด็จจาริกไปโปรดสัตว์ตามที่ต่างๆ มารก็ตามมาขัดขวางอยู่บ่อยๆ 

จนเมื่อพระพุทธองค์ใกล้จะปรินิพพาน มารก็ยังมาทูลอาราธนาให้ปรินิพพานเสียเร็วๆ เพราะเมื่อได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส

ในคำสอนก็จะลดน้อยลง บุคคลจำนวนมากก็จะตกอยู่ภายใต้บ่วงมารต่อไป

ด้วยเหตุนี้เมื่อถึงวันที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานอันตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ จึงเป็นวันที่นำความสุขมาให้แก่มาร เพราะมารได้ทูลอาราธนาให้

ปรินิพพานมาหลายครั้งแล้ว เมื่อถึงวันนี้มารจะไม่มีความสุขได้อย่างไร

………………………………………………………

การชนะที่ประเสริฐคือการชนะใจตนเอง

ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ